SiamAndaman International Accounting and Financial consultant Office

SiamAndaman International Accounting and Financial consultant Office We are a team of professional experts on finance and business development to serve as a consultant for investment projects in the Andaman area - Thailand.

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1434982091
25/06/2015

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1434982091

ซีรีส์สัมภาษณ์ "Young Designer" 9 ดีไซเนอร์ไทยยุคดิจิทัล เส้นทางความสำเร็จจากโลกโซเชียล " EP.7 "เเอน ธนัชพร" คุณหมอสาวดีไซเนอร์ ปั้นเเบรนด์ "Laphatana" เพื่อสาวชิคใจสปอร์ต

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1435212473
25/06/2015

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1435212473

เอสเอ็มอีแบงก์โล่ง คลังอนุมัติเงินเพิ่มทุน 1 พันล้านบาท เล็งเบิกภายในสิ้น มิ.ย.หนุนปล่อยกู้เพิ่มช่วยเอสเอ็มอีตามนโยบายรัฐ และหนุนฐานเงินกองทุนยืน 8.5% ตามเกณฑ์ ธปท. รอลุ้นข่าวดี ชง ครม.ไฟเขียวขยายวงเงินปล่อยกู้ลูกค้ารายละ 30 ล้านบาท หวังปลดล็อกลูกค้ากู้รายเก่าที่ตกค้างปลายปีก่อน

ข้ออ้างของผู้นำยอดแย่ เวลาที่ผลงานออกมาไม่ดี .................................................เรื่องของภาวะผู้นำที่ดีนั้...
25/06/2015

ข้ออ้างของผู้นำยอดแย่ เวลาที่ผลงานออกมาไม่ดี .................................................

เรื่องของภาวะผู้นำที่ดีนั้น เป็นเรื่องที่เราสามารถพูดคุยกันได้แบบไม่รู้จบ ทั้งๆ ที่มีแนวคิด วิธีการต่างๆ นานา มากมายเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาภาวะผู้นำ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับผู้นำ หรือ คนๆ นั้นว่า จะนำเอาแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ได้มากน้อยสักแค่ไหน คนที่เป็นผู้นำที่ดี ก็มีอยู่มากมาย คนที่เป็นผู้นำที่แย่ๆ ก็มีอยู่มากมายเช่นกัน แล้วเราจะเลือกเป็นผู้นำแบบไหน ก็คงอยู่ที่เราจะเลือกแล้วล่ะครับ

แต่พอเปลี่ยนมุมไปมองในมุมของผู้ตาม ผู้ตามทุกคนอยากที่จะมีผู้นำที่ดีทั้งสิ้น ไม่เคยเห็นว่าจะมีผู้ตามคนไหนที่อยากจะติดตามผู้นำแย่ๆ เลยสักคน ยกเว้นผู้ตามคนนั้นจะมีนอกมีในกับผู้นำ หรือ เป็นคนที่เชลียร์ผู้นำที่แย่ๆ จนตัวเองได้ดี ก็เลยยอมที่จะตามผู้นำแย่ๆ ไป เพราะรู้ว่า ผู้นำคนนี้ไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ เอาใจนิดหน่อย เดี๋ยวเราก็ได้ดี ถ้าเป็นกรณีแบบนี้บอกได้เลยว่า คนดีๆ ที่สร้างผลงานให้กับองค์กรก็คงอยู่ด้วยไม่ได้แน่นอนครับ

เขียนเกริ่นมาตั้งเยอะ ก็เพียงจะบอกว่า ผู้นำแย่ๆ ที่เรากำลังพูดถึงนั้น มักจะมีข้ออ้างเสมอ เวลาที่ตนเองทำงานได้ไม่ดี หรือผลงานออกมาไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ พอผู้บริหารระดับสูงถามเข้า หรือพนักงานที่เก่งๆ ถามเข้าหน่อย ก็มักจะมีข้ออ้างไปเรื่อย หรือที่เราเรียกกันว่า เอาสีข้างเข้าถู แบบเอาตัวรอดไปวันๆ แต่สุดท้ายผลงานก็ไม่ออกมาอยู่ดี....................................................
เราลองมาดูข้ออ้างยอดฮิตที่ผู้นำยอดแย่มักจะใช้กัน ... ว่ามีอะไรบ้าง???

1. เพราะถูกจ้างมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ... ปกติผู้นำก็ต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรอยู่แล้ว เพียงแต่ผู้นำบางคนที่นำการเปลี่ยนแปลงแล้วเกิดปัญหา หรือเกิดความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อยๆ พอถูกซักถามมากๆ เข้า ก็มักจะตอบว่า ก็เป็นหน้าที่ของผู้นำอยู่แล้วที่จะต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จริงๆ ก็คือใช่ครับ เพียงแต่ผู้นำที่แท้จริงจะต้องทำความเข้าใจบริบท และสภาพแวดล้อมของการทำงานก่อน และจากนั้นก็ต้องนำการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยตนเอง ไม่ใช่บังคับให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงตามอย่างที่ตนต้องการเพียงอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างหลัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และขวัญกำลังใจของพนักงานตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว

2. เพราะพวกคุณมันใช้ไม่ได้สักคน ... เวลาที่ผลงานของผู้นำไม่ออก หรือติดปัญหา ข้ออ้างอีกประการหนึ่งที่มักจะถูกอ้างก็คือ โบ้ยความผิดพลาดต่างๆ ให้กับบุคคลรอบข้าง เช่น ฝ่ายบุคคลไม่ได้เรื่อง ฝ่ายขายไม่ทำตามที่ตกลง ฝ่ายการเงินไม่เดินตามแผนงานที่ตกลงไว้เลย ฯลฯ แต่ไม่เคยมองกลับมาที่ตัวเองในฐานะผู้นำเลยว่า ทำไมผลงานถึงไม่ออกมา ตัวผู้นำเองมีปัญหาเองหรือเปล่า มีแต่โทษไปที่คนอื่น ผู้นำแบบนี้มักจะมองคนอื่นไม่ดีเลยสักคน แต่มองตัวเองดีที่สุด

3. เพราะอยู่กับทีมงานที่ไม่ดี ... อีกข้ออ้างหนึ่งที่ผู้นำยอดแย่มักจะอ้างเวลาที่ผลงานออกมาไม่ได้ก็คือ ที่ผลงานไม่ได้ก็เพราะมาอยู่กับทีมงานที่ไม่ได้เรื่อง แต่ละคนล้วนแต่ใช้ไม่ได้ ไม่มีความคิด ไม่มีวิธีการทำงานที่ดี เมื่อพนักงานและทีมงานไม่ดี มันก็คงยากที่จะได้ผลงานที่ดี ก็เป็นการโทษไปที่คนอื่นอีกเช่นกัน ผู้นำที่ดีๆ เก่งๆ มักจะเป็นคนที่สามารถสร้างผลงานได้ดี แม้ว่าทีมงานอาจจะไม่ค่อยดีก็ตาม แต่ผู้นำก็สามารถที่จะดึงเอาความสามารถของพนักงานในทีมออกมาได้ แต่ไม่ใช่โบ้ยไปมาแบบนี้

4. เพราะถูกสอนและถูกฝึกมาแบบนี้ ... อีกข้ออ้างเวลาที่มีอะไรแย่ๆ เกิดขึ้น ผู้นำยอดแย่ก็จะมีข้ออ้างว่า ก็เพราะถูกสอน และถูกฝึกมาแบบนี้ และที่สำคัญก็คือ มันไม่ใช่ความผิดของตัวผู้นำเลย แต่เป็นความผิดของคนที่สอนเขามา (หรือเปล่า)
เพราะงานทำให้เป็นแบบนี้ อีกข้ออ้างหนึ่งก็คือ โทษไปที่ตัวงานที่ทำ เวลาที่เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นในการทำงาน ก็มักจะมีข้ออ้างว่า ก็เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบนี่แหละที่ทำให้เป็นแบบนี้ จริงๆ ตัวตนจริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น

5. ก็เป็นของฉันแบบนี้อยู่แล้ว ... อีกข้ออ้างหนึ่งเวลาที่ผู้นำยอดแย่ชอบอ้างเวลาที่เกิดปัญหาในการทำงาน หรือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของความขัดแย้งในการทำงานก็คือ “ก็พี่เป็นของพี่แบบนี้อยู่แล้ว ทุกคนก็ต้องเข้าใจนะ….” หรือ “ก็นี่คือตัวฉันแล้วใครจะทำไม” ฯลฯ ผู้นำที่ดีไม่ใช่เปลี่ยนแปลงตนเองไม่ได้ แต่กรณีนี้น่าจะเป็นเพราะทิฐิมากกว่า ที่จริงๆ แล้วก็รู้ๆ อยู่ว่าตนเองทำผิดพลาดไป แต่กลับไม่ยอมรับ และใช้ข้ออ้างแบบนี้แทน

6. ก็คนอื่นเขาอิจฉาริษยา ... อีกข้ออ้างหนึ่งเวลาที่มีปัญหาในการทำงานของผู้นำยอดแย่ก็คือ ก็เพราะคนอื่นเขาอิจฉาริษยาในการเป็นผู้นำของตน ก็เลยไม่ยอมที่จะให้ความร่วมมือ และคอยขัดขวางการทำงานของตนเอง เลยทำให้งานไม่สำเร็จได้ตามแผนงาน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับข้ออ้างของผู้นำยอดแย่ ไม่แน่ใจว่ามีท่านใดที่เคยเจอกับข้ออ้างแบบนี้บ้างหรือเปล่า จริง ๆ ผู้นำที่ดีนั้น ต้องเป็นคนที่ส่งเสริมให้คนอื่นทำงานได้ ต้องพยายามทำความเข้าใจทีมงานว่าเป็นอย่างไร มีอะไรที่ต้องการให้ผู้นำช่วยบ้าง เพื่อให้งานออกมาสำเร็จ ที่สำคัญก็คือ จะต้องสร้างแรงบันดาลใจ สร้างพลัง ให้กับทีมงานทุกคน ... มิใช่ทำงานแบบลอยตัว หลบเลี่ยงปัญหา ไม่กล้าหาญ จะทำให้ทีมงานเสื่อมศรัทธาได้

องค์กรกำกับดูแลการสอบบัญชีอาเซียน เร่งยกระดับคุณภาพงานสอบบัญชีและความโปร่งใสของตลาดทุน ....................................
25/06/2015

องค์กรกำกับดูแลการสอบบัญชีอาเซียน
เร่งยกระดับคุณภาพงานสอบบัญชี
และความโปร่งใสของตลาดทุน .............................................
องค์กรกำกับดูแลการสอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีกลุ่มประเทศอาเซียนร่วมหารือแนวทาง หวังยกระดับคุณภาพงานสอบบัญชีและความโปร่งใสของตลาดทุนในภูมิภาค

Audit Oversight Board (AOB) จัดตั้งขึ้นโดยองค์กรกำกับดูแลตลาดทุนของมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม โดยมีผู้แทนองค์กรกำกับดูแลการสอบบัญชี และผู้สอบบัญชีจากสำนักงานสอบบัญชีชั้นนำในระดับภูมิภาคและระดับโลกกว่า 80 ราย จาก 6 ประเทศในอาเซียน และฮ่องกง ในครั้งนี้นอกจากสมาชิก AARG ซึ่งประกอบด้วย ก.ล.ต. ไทย AOB และ Singapore’s Accounting and Corporate Regulatory Authority (ACRA) แล้ว ยังมีองค์กรกำกับดูแลจากกัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย ลาว และฟิลิปปินส์ สำนักสอบบัญชีชั้นนำระดับโลก และคณะทำงานจาก Global Public Policy Committee (GPPC) เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งการประชุม ASEAN Audit Regulators Group (AARG) Meeting ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน 2558 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

ที่ประชุมได้หารือ 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การใช้ดัชนีบ่งชี้คุณภาพงานสอบบัญชี (Audit Quality Indicators: AQI) เป็นเครื่องสะท้อนคุณภาพงานสอบบัญชีในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการสื่อสารมากยิ่งขึ้นระหว่างสำนักสอบบัญชี และผู้มีส่วนได้เสีย เช่น คณะกรรมการตรวจสอบ และ (2) ความท้าทายและโอกาสที่เกิดจากการใช้รายงานผู้สอบบัญชีแบบใหม่ที่ให้รายละเอียดมากขึ้น

Mr. Kenneth Yap, ACRA Chief Executive กล่าวว่า “ที่ประชุมเห็นพ้องว่า AQI จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อคณะกรรมการตรวจสอบในการเริ่มต้นซักถามเกี่ยวกับคุณภาพงานของสำนักสอบบัญชี โดยสิงคโปร์ ACRAอยู่ระหว่างกำหนดกรอบ AQI โดยมีการประสานงานอย่างจริงจังกับสำนักสอบบัญชีและกรรมการบริษัท”

ในส่วนของรายงานผู้สอบบัญชีแบบใหม่ที่ให้รายละเอียดมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่พบจากการตรวจสอบนั้น จะประกาศใช้ทั่วโลกสำหรับการตรวจสอบงบการเงินงวดปีสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2559 และจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มคุณภาพงานสอบบัญชีและรายงานทางการเงิน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและคุณค่าของงานตรวจสอบบัญชีในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบันที่ซับซ้อนมากขึ้น และผู้ลงทุนรวมทั้งผู้มีส่วนได้เสียต่างเพิ่มความคาดหวังที่มีต่อรายงานทางการเงินมากยิ่งขึ้น

Mr. Nik Mohd Hasyudeen Yusoff, AOB Executive Chairman กล่าวว่า “รายงานผู้สอบบัญชีแบบใหม่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร ทำให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากขึ้นและมีข้อมูลเฉพาะเจาะจงตามสถานการณ์ของแต่ละบริษัท ซึ่งจะต่างจากปัจจุบันที่การรายงานจะยึดการใช้ถ้อยคำและแบบฟอร์มมาตรฐาน”

นายธวัชชัย เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับบัญชีตลาดทุน ก.ล.ต. กล่าวว่า “การริเริ่มแนวทางต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมคุณภาพงานสอบบัญชีเป็นงานที่องค์กรกำกับดูแลและสำนักสอบบัญชีต้องดำเนินการร่วมกันอย่างใกล้ชิด เช่น เรื่องการใช้ AQI และ รายงานผู้สอบบัญชีแบบใหม่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพ งานสอบบัญชีในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ลงทุนมีความเชื่อมั่นในตลาดทุนอาเซียนมากยิ่งขึ้น”

ผู้บริหารที่ดี เขาเป็นกันอย่างไร ........................................การได้ตำแหน่งผู้บริหารอาจไม่ยากเท่าไหร่  แต่การ...
25/06/2015

ผู้บริหารที่ดี เขาเป็นกันอย่างไร ........................................
การได้ตำแหน่งผู้บริหารอาจไม่ยากเท่าไหร่
แต่การเป็นผู้บริหารที่ดี มีปัจจัยหลายมิติ ......................................................
ตำแหน่งผู้บริหารมีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จขององค์กร ถ้าองค์กรใดได้ผู้บริหารที่เก่ง ดี มีวิสัยทัศน์ ก็มีแนวโน้มว่าองค์กรนั้น จะมีอนาคตสดใส เปรียบเสมือนนาวาลำน้อยใหญ่ ที่มีนายท้ายเรือที่เข้มแข็งคอยคัดหางเสือกำหนดทิศทาง ให้เรือแล่นไปยังจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ แต่หากนายท้ายเรือไม่มีประสิทธิภาพ นาวาลำน้อยก็มีอันต้องจมหายไปในทะเลเป็นแน่

ดังนั้น ผู้บริหารจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เพื่อนำพาองค์กรไป สู่ความสำเร็จ ได้รับการยกย่อง นับถือจากพนักงาน และคนในแวดวงธุรกิจ บางคนเป็นถึงผู้บริหาร ที่ทำงานไม่เป็น บริหารคนไม่ถูก ไม่รู้ว่าเขาทำกันอย่างไร วันนี้ เรามีคำแนะนำสำหรับการเป็นผู้บริหารที่ดีมาเล่าสู่กันฟัง

1. เป้าหมายคือความสำเร็จ ทำงานด้วยความทุ่มเท อุทิศตน เต็มที่กับงานทุกอย่าง และต้องมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอสำหรับทุกสถานการณ์ ที่สำคัญ คือมีวิสัยทัศน์มุ่งสู่ความสำเร็จขององค์กร ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้ บังคับบัญชาได้ปฏิบัติตาม

2. มีความกล้าหาญ กล้าที่จะยืนหยัด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกที่ควร กล้าที่จะพูด กล้า ที่จะทำ กล้าคิดในสิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาองค์กรให้มีความก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป นอกจากนี้ต้องกล้าที่จะปกป้องลูกน้อง เมื่อเห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่า นิ่งเฉย ปล่อยให้ลูกน้องเผชิญชะตากรรมแต่เพียงลำพัง ซึ่งจะทำให้คุณเป็นผู้บริหาร ที่ลูกน้องต่างก็เคารพรักในตัวคุณ

3. มีวิธีสื่อสารที่ดี นอกจากผู้นำจะต้องมองการณ์ไกล และมีความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอแล้ว การจะถ่ายทอดความคิดออกไปสู่การปฏิบัตินั้น จำเป็นต้อง อาศัยทักษะการสื่อสารที่ดี มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติในทิศทาง เดียวกัน ป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน ที่สร้างความสับสนให้กับทีมงาน ทำให้ การงานเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น และมุ่งสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

4. เชื่อมั่นในศักยภาพของพนักงาน เชื่อว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้และพัฒนา ได้ ซึ่งจะทำให้พนักงานเกิดกำลังใจ มีแรงจูงใจในการทำงานให้ดีและสำเร็จ ด้วยตัวของพวกเขาเอง ส่วนผู้บริหารก็คอยแนะนำ ให้การสนับสนุนอยู่ห่าง ๆ

5. ติดตามความสำเร็จ เมื่อมอบหมายงานให้แก่พนักงานแล้ว ผู้บริหารจะต้อง คอยตรวจตราความเคลื่อนไหว ผลการทำงานตามขั้นตอน ว่าสำเร็จเรียบร้อย ดีหรือไม่ หากเกิดปัญหาติดขัด ก็ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อหาหนทาง แก้ไขปัญหาต่อไป

6. ตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ ผู้บริหารที่ดีต้องไม่ยอมจำนนต่อสิ่งต่าง ๆ ง่าย ๆ รวมทั้งไม่นิ่งนอนใจที่จะหาคำตอบให้กับสิ่งที่สงสัย ต้องเป็นคนช่างสังเกต ชอบตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ เป็นการพัฒนาทางด้านความคิดอยู่เสมอ ซึ่ง เมื่อความคิดได้พัฒนาอยู่ตลอดเวลา ก็จะเกิดความคิดใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าต่อ การพัฒนาองค์กรของคุณ

7. ผู้บริหารที่ดีประเมินผลงานอย่างยุติธรรม เมื่อพนักงานทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ และมีผลงานที่ดี ก็สมควรได้รับรางวัลในความดีของเขา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเงินทอง ของขวัญ แต่อาจเป็นคำชื่นชม ยกย่อง ให้เกียรติเขา เพื่อเป็นกำลังใจให้เขารักษาความดีงามเอาไว้ต่อไป ในทางตรงกันข้ามพนักงานที่ไม่ตั้งใจทำงาน หรือสร้างปัญหาอยู่เสมอก็ควรได้รับการประเมินผลงานตามเนื้อผ้า แม้ว่าเขาอาจจะเป็นคนสนิทและใกล้ชิดกับคุณก็ตาม

การเป็นผู้บริหารนั้น จะมีแต่เพียงอำนาจอย่างเดียวคงไม่ได้ จำเป็นต้องมีบารมีควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้พนักงานเกิดความเคารพนับถือ และพร้อมที่จะทำงานหนัก เพื่อคุณและองค์กรของพวกเขา ซึ่งอยู่ที่การวางตัวของคุณนั่นเอง เราขอเป็นกำลังใจให้กับผู้บริหารทุกคนในการพัฒนาตนเอง และพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

แบงก์บวกดอกเบี้ยเพิ่ม ค่าความเสี่ยง สวนทางกนง.- อสังหาฯ น่วม...............................................ธุรกิจ รายกลา...
21/06/2015

แบงก์บวกดอกเบี้ยเพิ่ม ค่าความเสี่ยง สวนทางกนง.- อสังหาฯ น่วม
...............................................
ธุรกิจ รายกลาง-เล็กร้องจ๊าก เจอแบงก์โขกดอกเบี้ยกู้พรีไฟแนนซ์เพิ่ม 0.125% สวนทาง กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย แบงก์กรุงเทพยอมรับเข้มปล่อยกู้อสังหาฯ ชาร์จค่าความเสี่ยงลูกค้าเพิ่มขึ้น ฟาก ธ.กรุงไทยชี้สถานการณ์เสี่ยงสูงเน้นปล่อยกู้ลูกค้าเก่า แถมลดวงเงินกู้-เงื่อนไขพรึ่บ................................................
พรีไฟแนนซ์บวก 0.125%

แหล่งข่าวผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ฯรายหนึ่ง เปิดเผยว่า แม้ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโบายการเงิน(กนง.)ลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง รวม 0.50% แต่แทนที่จะเป็นผลบวก ทำให้ต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการผ่อนคลายขึ้น ปรากฏว่าทางธนาคารกรุงเทพขอเพิ่มดอกเบี้ยวงเงินกู้พรีไฟแนนซ์ (ปล่อยกู้ให้กับโครงการ) สำหรับคำขอกู้พัฒนาโครงการใหม่ โดยบวกเพิ่มในอัตรา 0.125%

"ทางสถาบันการเงินชี้แจงว่า ผลกระทบจาก กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบาย กดดันให้ต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้ตามไปด้วย จะลดมากหรือน้อยก็มีผลทำให้รายได้หายไป ดังนั้น จึงต้องหารายได้จากดอกเบี้ยทางอื่นมาทดแทน ขณะที่ภาคอสังหาฯนั้น เงินกู้พรีไฟแนนซ์มีความเข้มงวดอย่างมาก รายใหม่ไม่มีการปล่อยกู้เลย เราเป็นรายเก่าที่มีประวัติขอสินเชื่ออยู่แล้ว แต่เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯตอนนี้ถือว่ามีความเสี่ยง จึงขอบวกดอกเบี้ยเพิ่ม"

แหล่งข่าวกล่าวว่า ประวัติการขอสินเชื่อที่ผ่านมา ทางสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้อัตราดอกเบี้ย MLR ล่าสุด สำหรับโครงการใหม่จะบวกดอกเบี้ยเป็น MLR +0.125% ถึงแม้ทราบดีว่าแบงก์ผลักภาระมาให้ผู้ประกอบการหรือผู้กู้ ไม่ใช่เรื่องรับได้หรือไม่ได้ เพราะอำนาจต่อรองในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ต้องทำใจว่าดอกเบี้ยเงินกู้ถูก บวกเพิ่มอีกเล็กน้อยก็ต้องยอม โดยภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้าหรือราคาบ้านตามกลไกตลาด ....................................................
รายกลาง - เล็กขอกู้ไม่หยุด

แหล่งข่าวจากบริษัท เปี่ยมสุข ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นขอกู้พรีไฟแนนซ์ 2 โครงการใหม่คือ ทาวน์โฮม กาญจนาภิเษก-พระราม 5 และบ้านแฝดใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนศรีสมาน ผ่านธนาคารกรุงไทยและธนาคารเกียรตินาคิน ทั้ง 2 ธนาคารยังไม่ได้บวกเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารบางแห่งอาจขอขึ้นดอกเบี้ยหากลูกค้าเป็นผู้ประกอบ การหน้าใหม่ หรือทำคอนโดมิเนียมในทำเลที่มีซัพพลายจำนวนมาก จึงถูกมองว่ามีความเสี่ยง

ขณะที่นางสาวศริญญา เรืองปัญญาวุฒิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชนันธร ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า เตรียมยื่นขอพรีไฟแนนซ์โครงการใหม่ เป็นทาวน์โฮมโซนเทียนทะเล ราคาเริ่มยูนิตละ 3 ล้านบาท เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้หารือเบื้องต้นกับสถาบันการเงินที่เป็นคู่ค้าประจำ เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน ฯลฯ ยังไม่มีการแจ้งว่าจะบวกดอกเบี้ยเพิ่มแต่อย่างใด...............................................
ธ.กรุงเทพชี้ "อสังหาฯ" เสี่ยงสูง

นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ธนาคารไม่ได้ "ดอด" ขึ้นอัตราดอกเบี้ยแก่ลูกค้าสินเชื่อโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลาง-เล็ก เพิ่มขึ้น โดยหลักการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้าจะต้องตกลงเงื่อนไขและราคาดอกเบี้ยให้ เสร็จสรรพ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ธนาคารจะมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้แก่ลูกค้าทราบทุกครั้ง ซึ่งเป็นการตกลงร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การคิดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกับลูกค้ารายหนึ่ง ๆ นั้น หากธนาคารเริ่มคิดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ MLR ก็ไม่ได้หมายความว่า ธนาคารจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ MLR ไปตลอด เพราะสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ธนาคารก็ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยแปรผันไปตามความเสี่ยงของลูกค้า หรือสถานการณ์ ขณะนั้น ๆ หากความเสี่ยงมาจากด้านใดด้านหนึ่ง ธนาคารก็อาจต้องขอปรับดอกเบี้ยขึ้นได้บ้าง

"เวลาที่สถานการณ์ไม่ดี เราต้องปล่อยอัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม ทั้ง ๆ ที่ความเสี่ยงสูงขึ้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราก็ต้องมีค่า Risk Premium ที่สูงขึ้น ซึ่งลูกค้าก็ต้องเข้าใจระบบแบงก์ด้วย เรามีเกณฑ์บาเซิลที่จะต้องทำเรตติ้งของลูกค้า ถ้าเรตติ้งสูงขึ้นเราก็ต้องสำรองเพิ่มขึ้น แล้วจะให้แบงก์เก็บดอกเบี้ยเท่าเดิมแบงก์ก็คงจะเจ๊ง"

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ในภาวะปัจจุบันภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมชะลอตัวลงบ้าง หลายโครงการยอดขายเริ่มช้าลง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทำเลของแต่ละโครงการด้วย โดยโครงการที่เป็นไพรมโลเกชั่นของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น ทำเลติดรถไฟฟ้า ก็ยังมียอดขายที่ดี เห็นยอดจองสูงถึง 80% ภายใน 1 วัน เพราะเป็นโครงการที่ลูกค้าเชื่อมั่นว่าดี และมั่นใจว่าจะสร้างแล้วเสร็จ แต่โครงการใหม่ ๆ หรือผู้ประกอบการรายเล็กลงยอดขายก็คงช้าลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าจะเจ๊งหรือขายไม่ได้เลย แต่จากเดิมขาย 5 หลัง อาจจะลดเหลือ 3 หลังใน 1 วัน เป็นต้น ซึ่งธนาคารก็จะเข้าดูเป็นรายกรณี....................................................
กรุงไทยลดสัดส่วนปล่อยกู้

นาย อุดมศักดิ์ โรจน์วิบูลย์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทยกล่าวว่า สถานการณ์การปล่อยสินเชื่อรายย่อยรายกลางในขณะนี้ ธนาคารยอมรับว่า จำเป็นต้องพิจารณามากขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการใหม่ ๆ ในภาคอสังหาริมทรัพย์ต่างจังหวัด เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของยอดขายโครงการใหม่ ๆ เนื่องจากความสามารถซื้อและผ่อนชำระของผู้ซื้อลดลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ส่วนการเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อในบางรายบางธุรกิจนั้น อันนี้ยังไม่เห็น แต่เชื่อว่าต้องแล้วแต่ราย และต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเสี่ยงของลูกค้า ซึ่งไม่ใช่แค่สินเชื่อบ้านและสินเชื่อเอสเอ็มอีเท่านั้น แต่ทุกสินเชื่อก็ต้องยึดหลักการเดียวกัน ตอนนี้สิ่งที่ธนาคารทำได้ภายใต้สถานการณ์นี้คือ การเน้นปล่อยสินเชื่อให้ฐานลูกค้าเก่า ๆ ขณะที่ลูกค้าใหม่ก็พิจารณาเข้มงวดมากขึ้น และพยายามให้ลูกค้าใช้ทุนตัวเองมากที่สุดในการดำเนินธุรกิจ

"เมื่อก่อนเราให้สินเชื่อลูกค้าเอสเอ็มอีรายย่อยรายกลางราว 70% ที่เหลือลูกค้าออกทุนเอง 30% ตอนนี้ก็พยายามให้ลูกค้าใช้ทุนตัวเองมากขึ้น เช่น ให้กู้ 50-60% ที่เหลือให้ลูกค้าใช้ทุนตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นการลดวงเงินกู้ของลูกค้า แต่ต้องการลดต้นทุนของผู้ประกอบการให้มีต้นทุนที่ถูกลงผ่านการจ่ายดอกเบี้ยที่น้อยลง"..................................................
เข้มเงื่อนไขกู้เอสเอ็มอี

นายจิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ปริมาณ NPLs ของกลุ่มธุรกิจ SMEsโดยภาพรวม ยังปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกเดือน ดังนั้น การพิจารณาให้สินเชื่อของหลายธนาคารพาณิชย์ จึงมีการคิดค่าความเสี่ยง (Risk Premium) รวมถึงค่าธรรมเนียมการให้บริการเพิ่มขึ้น แต่จะปรับขึ้นอัตราเท่าไหร่หรืออย่างไร จะมีการพิจารณาเป็นรายกรณีผู้กู้

"บางแบงก์ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในลูกค้ารายที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่เรามองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่น่าจะเป็นทางออกทั้งหมด เช่น เดิมคิดดอกเบี้ยระดับ MLR แต่พอโครงการมีความเสี่ยงขึ้น ก็คิดเป็น MLR +1 หรือ +2 ซึ่งแบบนี้ไม่น่าจะสามารถลดความเสี่ยงลงได้ เพราะถ้าเสี่ยงจริงดอกเบี้ยจาก 5-6% เพิ่มเป็น 7% แค่ 1 บาท ไม่น่าจะครอบคลุมความเสี่ยงที่ปล่อยกู้ไปแล้วเป็น 100-200 ล้านบาท ถ้าเป็นแบบนี้เราเลือกที่จะไม่ปล่อยกู้หรือลดวงเงินสินเชื่อลงดีกว่า" นายจิรัชยุติ์กล่าว

นายจิรัชยุติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันความเสี่ยงของธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างกระจายตัว คือไม่ใช่มีความเสี่ยงทั้งกลุ่มธุรกิจ แต่จะมีความเสี่ยงเป็นรายบริษัทหรือรุนแรงขึ้นก็จะมีความเสี่ยงทั้งซัพพลาย เชน แต่ที่ธนาคารจับตาเป็นพิเศษจะเป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แนวสูง การพิจารณาสินเชื่อจึงต้องดูเป็นรายกรณี

โดยในส่วนของธนาคารจะมีนโยบายคิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงของลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งหากพบว่าลูกค้ามีความเสี่ยงสูงขึ้นมาก ธนาคารก็จะเลือกที่จะไม่ปล่อยสินเชื่อให้มากกว่า แต่หากมีความเสี่ยงไม่มากนัก ธนาคารก็อาจปรับลดวงเงินให้สินเชื่อลง เช่น การปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เดิมปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินอยู่ที่ระดับ 50-60% และปล่อยสินเชื่อในส่วนของการก่อสร้าง 70-90% ของต้นทุนลงทุนรวม ก็มีการปรับวงเงินกู้ลดลงประมาณ 10% เป็นต้น

"ยกตัวอย่างการสร้าง คอนโดมิเนียม ถ้าเป็นลูกค้าที่มีความน่าเชื่อถือและโครงการอยู่ในทำเลที่ดี โครงการที่น่าสนใจ แถมมีรายได้จากธุรกิจอื่น ๆ ด้วย การปล่อยกู้ของเราก็จะให้ตั้งแต่วันแรกที่ลูกค้าเริ่มสร้างโครงการ แต่หากไม่มั่นใจในตัวโครงการ เราก็จะให้ลูกค้าลงทุนไปก่อนเพื่อให้เห็นยอดจอง ยอดเงินดาวน์เข้ามาก่อน แล้วจึงปล่อยกู้ตาม โดยในพอร์ตของแบงก์ จะมีลูกค้ากลุ่มนี้ประมาณ 50% ของลูกค้าทั้งหมด ส่วนลูกค้าเก่าก็มีการรีวิวอยู่เป็นระยะ ๆ" นายจิรัชยุติ์กล่าว

ด้านนายวิศรุต ปัญญาภิญโญผล ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สายสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า ธนาคารจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าในวงเงินสินเชื่อและราคาดอกเบี้ย ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ถ้าเป็นลูกค้าใหม่หรือเป็นลูกค้าเก่า แต่ลงทุนในโปรเจ็กต์ใหม่ที่มีความเสี่ยงขึ้น ก็เป็นไปได้ที่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หรือบางรายอาจปรับลดวงเงินให้สินเชื่อลงบ้าง ซึ่งทั้งหมดจะพิจารณาเป็นรายกรณี

"เราก็เป็นแบงก์เล็กต้องบาลานซ์ความเสี่ยงกับการปล่อยกู้ให้ดี เพราะอีกมุมเราก็ยังอยากปล่อยกู้อยู่ คือถ้าเป็นโครงการที่ไม่มั่นใจเลย เราก็ไม่เอาตั้งแต่แรกดีกว่า แต่ถ้าเป็นโครงการที่แน่ใจเราก็ลุย อย่าลืมว่าเราเป็นแบงก์เล็ก ถ้าคิดดอกเบี้ยสูงกว่าและยังให้วงเงินน้อยกว่า เราคงปล่อยกู้ไม่ได้"

วิธีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อจากธนาคารฯ ..................................................หลากปัจจัยในหลายสถานก...
18/06/2015

วิธีการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อจากธนาคารฯ ..................................................

หลากปัจจัยในหลายสถานการณ์บีบคั้นกดดันให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ไทย ต้องเผชิญกับโจทย์ใหญ่ เรื่อง “การเข้าถึงแหล่งเงินทุน” ปัญหาสุดคลาสสิคในนาทีนี้ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับไปหลายตัว และอยู่ในภาวะซบเซาดังปัจจุบัน

แต่ท่านเจ้าของกิจการทั้งหลาย จงอย่าเพิ่งท้อแท้หมดกำลังใจไปเสียก่อน อยากให้คิดบวกเข้าไว้ ตั้งสติ คิดอย่างรอบคอบ แล้วเสาะแสวงหาความรู้จากผู้รู้ด้านต่าง ๆ เปิดกว้างทางความคิด และคิดอย่างมีกลยุทธ์ มองหาทางออกจากข้อแนะนำดี ๆ จากผู้รู้และผู้ชำนาญการ และต้องเปิดใจกว้าง มองและคิดอย่างมีกลยุทธ์ และต้องเขียนแผนธุรกิจ ให้เป็น ธุรกิจ ก็จะอยู่รอดปลอดภัยอย่างยั่งยืน”

ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ที่ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ก็คือ “การเขียนแผนธุรกิจ(Business Plan)” ซึ่งต้องขอย้ำว่า สิ่งนี้ถือว่าเป็น “หัวใจ” สำคัญมาก ๆ เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการด้านการเงินของคุณ ให้อยู่รอดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ แผนและกลยุทธ์ที่สำคัญก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การประมาณการณ์ความต้องการในการใช้เงิน” พูดง่าย ๆ ก็คือ การจัดทำงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน ทำเป็นรายเดือน เห็นความเคลื่อนไหวตลอดทั้งปี จัดทำทุกรายการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าสถานที่ ค่าเดินทาง และอื่น ๆ จะทำให้ผู้ประกอบการSMEs ก้าวสู่เส้นทางธุรกิจอย่างถูกทาง

การเขียนแผนธุรกิจ คือ บันไดขั้นแรกที่จะแสดงให้เห็นถึงโอกาสของธุรกิจ แผนธุรกิจ จะทำให้ทราบถึงกลุ่มลูกค้าหรือตลาดเป้าหมาย ประมาณการผลกำไร การหมุนเวียนของกระแสเงินสด วางกรอบค่าใช้จ่าย เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าโสหุ้ย และภาษีที่ต้องจ่าย

ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น หรือเพิ่งทำในปีแรก ๆ การประมาณการตัวเลขเหล่านี้ อาจไม่ง่ายที่จะกำหนดได้ตรงและแม่นยำ แต่แนะให้เน้นไปที่เงินสดเป็นหลัก ระยะสั้นธุรกิจอยู่รอดได้หากไม่มีกำไร แต่หากขาดเงินสดหมุนเวียนเมื่อใดธุรกิจก็จะไม่รอด ...

แผนธุรกิจที่ดี ยังต้องมีการวางกลยุทธ์ทางการเงินที่ดีด้วย นั่นคือ “การจัดเตรียมแผนทางการเงิน” ผู้ประกอบการ SMEs ต้องวางแผนการใช้จ่ายควบคู่ไปกับแผนการออมเงิน หัวใจตรงนี้คือ ต้องถือเป็นข้อปฎิบัติอย่างเคร่งครัด พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องมีวินัยทางการเงินอย่างมาก ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ อีก เช่น การจัดทำงบประมาณ ซึ่งจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงตัวเลข ยอดขาย รายได้ และผลกำไรที่คาดว่าจะได้รับ ประมาณการต้นทุนธุรกิจ ซึ่งจะสามารถประมาณการได้จากยอดขายและผลกำไร ซึ่งต้องมีความแม่นยำ

การหาแหล่งเงินทุน ในยุคนี้ หากมีการจัดทำแผนธุรกิจที่ชัดเจน มีวินัยทางการเงิน และปฎิบัติอย่างเคร่งครัด นอกจากจะหาแหล่งเงินทุนมาเพิ่มพัฒนาธุรกิจได้แล้ว ผู้ประกอบการ SMEs ยังสามารถต่อรอง เพื่อให้ได้เงินทุนมาต่อยอดหรือขยายธุรกิจได้ด้วยในวันข้างหน้า หรือสามารถต่อรองเพื่อให้ได้ระยะเวลาในการชำระหนี้ที่ยาวนานขึ้นด้วยเช่นกัน

นี่คือหลักการง่าย ๆ ที่จะเป็นใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการ SMEs ประสบความสำเร็จ ในการเข้าถึงแหล่งทุน แต่หลักการง่าย ๆ นี้มีอยู่สิ่งเดียวที่จะก้าวข้ามผ่านไปได้ คือ การสร้างวินัยทางการเงิน ถ้าทำได้ความสำเร็จก็อยู่แค่เอื้อมอย่างแน่นอน .................................................
ต้องการปรึกษาในการวางแผนขอสินเชื่อจากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน และต้องการเขียนแผนธุรกิจ(Business Plan) เพื่อเป็นรายละเอียดหลัก ประกอบให้ธนาคารพิจารณาสินเชื่อให้ไปสู่ความสำเร็จ ...
ติดต่อ ... SiamAndaman Accounting & Financial Consultant ....
โทรฯ 076 - 688129 , 091 - 8241548
E-mail : [email protected]

Services of SiamAndaman Group.
10/06/2015

Services of SiamAndaman Group.

‘ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’ : วาดภาพอนาคต ศก.ไทย 30 ปีข้างหน้า 'เกษตรทันสมัย' เวิร์คสุด .................................
10/06/2015

‘ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’ : วาดภาพอนาคต ศก.ไทย 30 ปีข้างหน้า 'เกษตรทันสมัย' เวิร์คสุด ..........................................

ดร.สมเกียรติ มองไปในอนาคต 30 ปีข้างหน้า ที่โลกจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านคน ซึ่งจะส่งแรงกดดันต่อความต้องการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และมีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ กระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาเกษตรและท่องเที่ยว ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับทรัพยากรธรรมชาติมาก เมื่อถึงวันนั้นจะมีการตกลงเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มงวดกว่าทุกครั้ง

นอกจากนี้โลกจะเกิดเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ ในลักษณะ mega-FTA block ซึ่งจะรวมเขตการค้าย่อย ๆ เข้าด้วยกัน อาจทำหน้าที่แทนองค์การการค้าโลก (World Trade Organization:WTO) และอาจไม่ใช่การค้าเสรีเต็มที่ แต่เป็นการค้าเสรีเฉพาะกลุ่ม FTA ซึ่งสถานะของไทยในปัจจุบันยังไม่เข้าเป็นสมาชิก 2 ใน 3 ของกลุ่ม FTA ขนาดใหญ่ในโลกนี้เลย

สำหรับประเทศเติบโตเร็วในกลุ่มรายได้นั้น

- ประเทศร่ำรวย คือ เกาหลีใต้จะเป็นดาวรุ่งดวงต่อไป

-ประเทศยากจน คือ ไนจีเรีย

แต่คำถาม คือ ประเทศระดับรายได้ปานกลาง โดยเฉพาะไทย เฉลี่ย 5,000 –10,000 ดอลล่าร์/หัว ประเทศใดจะเป็นดาวรุ่ง และไทยจะมีอนาคตเป็นอย่างไร ?

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ ปี 2568 โดยจะมีประชากรราว 20% ที่มีอายุเกิน 60 ปี และในปี 2588 ไทยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 36% ที่สำคัญ ประชากรไทยจะลดลงเหลือ 63.8 ล้านคน และขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง .................................................

กองทุนประกันสังคมเสี่ยงล้มละลาย

ข้อสังเกต คือ ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในทวีปเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนไทยที่ ‘รวยก่อนแก่’ ขณะที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปี 2588 และในปีเดียวกันจะมีจำนวนผู้สูงอายุเท่ากับเด็ก

“ถ้าปล่อยให้การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ประสบความสำเร็จ คนไทยจะเดือดร้อนมาก”

พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่าง อีก 30 ปีข้างหน้า กองทุนประกันสังคมเสี่ยงภาวะล้มละลาย เนื่องจากมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จึงต้องเร่งปฏิรูป

สำหรับประเทศไทย ปี 2557 ดร.สมเกียรติ ระบุว่า คนไทยมีรายได้ 5,480 ดอล์ล่าร์ /คน มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (2009-2013) 4.3% ต่อปี ปัจจุบันสาขาอุตสาหกรรมการผลิตมีประสิทธิภาพสูงกว่าสาขาเกษตร-บริการ นอกจากนี้มีแรงงงานในระบบ 40% นอกระบบ 60% และมีดัชนีความเหลื่อมล้ำ 0.39 ซึ่งค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งความจริงมีเฉพาะประเทศแถบละตินอเมริกาเท่านั้น ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงขนาดนี้

“ในอดีตไทยเคยพัฒนาประเทศจากการใช้ฐานทรัพยากรผ่านอุตสาหกรรม โดยไม่พัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเอง แต่กลับเน้นการส่งออกและใช้แรงงานต่ำ เพื่อให้สินค้าส่งออกแข่งขันได้ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้รับ คือ กำลังซื้อของคนในประเทศต่ำ เกิดความเหลื่อมล้ำสูง และเกิดแรงกดดันกระจายรายได้อย่าง ‘นโยบายประชานิยม’ ตามมา”

ปัจจุบันไทยจึงกำลังติดกับดักรายได้ปานกลางและการเจริญเติบโตของประเทศก็ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย

ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า เราเคยพึ่งพาการเติบโตบนฐานทรัพยากรในอดีต แต่ปัจจุบันควรปรับเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาโครงข่ายประสิทธิภาพ และใช้เวลาให้น้อยที่สุดในการก้าวไปสู่การพัฒนาฐานนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนในอนาคตจะยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยปัจจัยภายนอก คือ สภาพเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออำนวยและโครงสร้างประชากรของไทยที่ไม่เหมือนเดิมต่อไป

ในด้านผลิตภาพแรงงานต่าง ๆ ของไทย จะเห็นว่ามีผลิตภาพสูงที่สุด ประมาณ 2 เท่าของสาขาบริการ และสูงเกือบ 10 เท่า ของสาขาเกษตร ฉะนั้นหากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป วิธีหนึ่ง คือ การเคลื่อนย้ายคนออกจากสาขาที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ผลิตภาพสูงกว่า

“ต้องตระหนักว่า แม้สาขาอุตสาหกรรมการผลิต ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่สุดก็ยังมีมูลค่าเพิ่มต่อหัวต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฉะนั้น จำเป็นต้องยกผลิตภาพทุกสาขาการผลิตไปพร้อมกันด้วย”...................................................

อนาคต ศก.ไทย 30 ปี ข้างหน้า 'เกษตรทันสมัย' เวิร์คสุด

ดร.สมเกียรติ จึงพยายามวาดภาพอนาคตที่เป็นไปได้ 3 สถานการณ์ ในอีก 30 ปีข้างหน้า ได้แก่ ประเทศไทยไปเรื่อย ๆ อุตสาหกรรมก้าวหน้า และเกษตรทันสมัย-บริการฐานความรู้ ซึ่งแต่ละภาพสถานการณ์จะมีผลลัพธ์การพัฒนาที่แตกต่างกัน และต้องการตลาดแรงงาน ระบบการศึกษา และบทบาทภาครัฐที่ไม่เหมือนกัน

1. ประเทศไทยไปเรื่อย ๆ

ถ้าพัฒนาแบบนี้ต่อไป ในอีก 30 ปีข้างหน้า ไทยจะมีรายได้ 17,016 ดอลลาร์/คน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 3.55% ต่อปี ทั้งนี้ จะสามารถก้าวพ้นรายได้ปานกลางในปี 2579 ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ

พูดง่าย ๆ คือ คนไทยจะ ‘แก่ก่อนรวย’ และมีเงินออมเพียงพอหรือไม่ ส่วนความเหลื่อมล้ำในสังคมจะดีขึ้นเล็กน้อย จากแรงกดดันให้มีการกระจายรายได้

“ไทยจะก้าวพ้นรายได้ปานกลาง ปี 2579 เป็นการมองโลกในแง่ดีมากเกินไป เพราะยังไม่ได้พิจารณาปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ประกอบ อาทิ หากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง จะเข้าสู่จุดพ้นรายได้ปานกลางออกไปอีก 2 ปี หรือหากมีภาระการคลังด้านการรักษาพยาบาล จะช้าไปอีก 2 ปี

นอกจากนี้การใช้งบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม ปีละ 1 แสนล้านบาท จะช้าไปอีก 4 ปี เกิดวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยน จะช้าไปอีก 2.5 ปี และเกิดวิกฤตธนาคาร จะช้าไป 4 ปี สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเกิดวิกฤตทางการเมืองจะทำให้ไม่สามารถประมาณการได้เลย”

2. อุตสาหกรรมก้าวหน้า

ถ้าพัฒนาแบบนี้ต่อไปในอีก 30 ปี ข้างหน้า ไทยจะมีรายได้ 23,736 ดอลลาร์/คน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.59% ซึ่งมีอุตสาหกรรมการผลิตสูงถึง 63.8% และสามารถก้าวพ้นรายได้ปานกลาง ในปี 2571 หลังจากเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ

โดยจะมีแรงงานในระบบ 67.2% แต่ความเหลื่อมล้ำอาจสูงขึ้น เพราะการพัฒนาจะให้ผลตอบแทนรายได้ตกกับเจ้าของทุนมากกว่าแรงงาน และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวเพิ่มขึ้น

ประธานทีดีอาร์ไอ จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า รัฐต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพที่มีคุณภาพสูง พัฒนาช่างเทคนิคและวิศวกรที่มีทักษะเฉพาะทาง และรณรงค์ให้เอกชนยกระดับผลิตภาพด้วยการผลิตแบบลีน มีข้อสูญเสียน้อยที่สุด จูงใจให้เกิดการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะการออกแบบและสร้างแบรนด์ รวมถึงโยกย้ายกิจกรรมการผลิตคุณภาพเพิ่มต่ำ ดังเช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า ตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรกระทำ ดร.สมเกียรติ ระบุว่า ไม่ควรดึงดูดแรงงานไร้ทักษะจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงานในไทย เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมขาดแรงจูงใจในการปรับตัว และต้องระวังการกระจายรายได้อาจแย่ลง ตลอดจนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ต่อคนจะเพิ่มเป็น 2 เท่าของปัจจุบัน

3. เกษตรทันสมัยและบริการฐานความรู้

ถ้าพัฒนาแบบนี้ต่อไปในอีก 30 ปี ข้างหน้า ไทยจะมีรายได้ 28,402 ดอลลาร์/คน โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.21% ต่อปี ซึ่งจะมีสาขาบริการใหญ่ 60% ของจีดีพี เกินกว่าครึ่งเรียกว่า บริการมูลค่าเพิ่มสูง ส่วนที่เหลือ คือ บริการดั้งเดิม โดยจะก้าวพ้นรายได้ปานกลาง ในปี 2571

โดยมีแรงงานในระบบสูงขึ้น 74% และความเหลื่อมล้ำลดลงเหลือ 0.33% เพราะในสาขาบริการผู้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด คือ แรงงาน ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็จะลดลงตามด้วย

ดร.สมเกียรติ จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ต้องปรับเปลี่ยนภาคเกษตรดั้งเดิมไปสู่เกษตรทันสมัย และเกษตรประณีต ด้วยการบริหารจัดการแหล่งน้ำและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดระบบอาหารปลอดภัย วิจัยพัฒนา สร้างเกษตรกรปราดเปรื่อง (smart farmer) และควบคุมการใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ให้อยู่ในความเหมาะสม

สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ ดร.สมเกียรติ ระบุ คือ ต้องไม่อุดหนุนราคาสินค้าเกษตรในระดับสูงเกินไป และจูงใจให้เกิดการผลิตเยอะ ๆ โดยไม่เน้นคุณภาพ ส่วนข้อควรระวัง คือ การมีระบบเกษตรพันธะสัญญา อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ฉะนั้นหากไม่มีความเป็นธรรม ความยั่งยืนก็จะไม่เกิดขึ้น

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงสาขาบริการว่า ต้องขยับจากบริการดั้งเดิม ซึ่งใช้ทักษะไม่สูง และเทคโนโลยีไม่มาก สู่บริการสมัยใหม่และสังคมที่มีเทคโนโลยีและไอซีที เพื่อให้การบริการมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ การพัฒนาการท่องเที่ยว เป็นต้น

ด้านข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต้องพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะเป็นหัวใจของสาขาบริการที่จะมีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเน้นทักษะทั่วไปคุณภาพสูง และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีให้มีประสิทธิภาพ เปิดเสรีสาขาบริการ โดยเฉพาะบริการสาธารณูปโภคและบริการภาคธุรกิจ รวมถึงกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ

ส่วนสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ ดร.สมเกียรติ ระบุ คือ การคุ้มครองธุรกิจภาคบริการที่ผูกขาด และสิ่งที่ควรระวัง การปรับเปลี่ยนสาขาบริการนั้นไม่ได้รับประกันโดยอัตโนมัติว่าความเหลื่อมล้ำจะลดลง

“สหรัฐฯ เป็นตัวอย่างสำคัญ แม้จะมีเศรษฐกิจบริการขนาดใหญ่ แต่แรงงานส่วนใหญ่ใช้เวลากับการฟิตแฮมเบอร์เกอร์ สิ่งนี้ก็จะไม่ทำให้เศรษฐกิจเกิดความเท่าเทียมได้” ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าว และเห็นว่า หัวใจสำคัญลดความเหลื่อมล้ำได้ คือ รัฐต้องลงทุนด้านการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษาให้มีคุณภาพสูง

เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยใน 3 สถานการณ์ อีก 30 ปีข้างหน้า พบการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศเกษตรทันสมัยและบริการฐานความรู้ น่าจะเป็นภาพที่เป็นไปได้ที่สุด

“สังคมจะมีความหลากหลายซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต และการเปลี่ยนผ่านทุกสถานการณ์จะมีผู้ชนะและแพ้จากการพัฒนา ผลได้ผลเสียอาจมีความขัดแย้งได้ ดังนั้น หากการบริการไม่ดี รัฐที่รวมศูนย์อำนาจแยกส่วน ไม่เปิดกว้าง ไร้วินัย จะไม่สามารถแก้ไขการระงับความขัดแย้งได้ แต่หากต้องการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นก็ต้องมีรัฐที่เปิดกว้าง มีวินัย กระจายอำนาจ โดยที่สามารถประสานงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” .

ที่อยู่

65/21 Moo 2 , Thepkasattri Road , Koh Kaew
Phuket
83000

เบอร์โทรศัพท์

076688128

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SiamAndaman International Accounting and Financial consultant Officeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท