26/10/2026
📌 ค่ารับรอง หักเป็นค่าใช้จ่ายได้เท่าไร? หลักบัญชีและหลักภาษีที่ผู้ประกอบการต้องรู้
ค่าอาหารลูกค้า ค่าของขวัญปีใหม่ ค่าที่พักรับรองคู่ค้า หรือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงรับรองระหว่างเจรจาธุรกิจ เป็นรายจ่ายที่พบได้ในหลายกิจการ แต่การจ่ายเงินไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ทั้งหมด
สิ่งที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีต้องพิจารณา คือ รายจ่ายนั้นเป็นค่ารับรองจริงหรือไม่ มีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
สรุปหลักเกณฑ์สำคัญทั้งด้านบัญชีและภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้ผู้ประกอบการวางระบบเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่วันที่จ่ายเงิน
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 1. หลักเกณฑ์ทางบัญชี: ค่ารับรองบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่?
ในทางบัญชี การพิจารณารายจ่ายต้องดูเนื้อหาของรายการและประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจการ ไม่ใช่พิจารณาจากชื่อบัญชีเพียงอย่างเดียว
หากกิจการมีค่าใช้จ่ายในการรับรองลูกค้า คู่ค้า หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจจริง มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ และมีหลักฐานเพียงพอ ก็อาจบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดรายการตามหลักเกณฑ์การรับรู้ค่าใช้จ่ายที่กิจการถือปฏิบัติ
ตัวอย่างเช่น
* ค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างประชุมกับลูกค้า
* ค่าที่พักสำหรับลูกค้าที่เดินทางมาเจรจาธุรกิจ
* ค่าใช้จ่ายในการรับรองคู่ค้าตามธรรมเนียมธุรกิจ
* ค่าของขวัญที่มอบให้ลูกค้าในโอกาสทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี ไม่ได้แปลว่าจะหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวนเสมอไป
หลักสำคัญคือ บัญชีสะท้อนรายการที่เกิดขึ้นจริง ส่วนภาษีต้องพิจารณาเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากรเพิ่มเติม
🔹 2. หลักเกณฑ์ทางภาษี: ค่ารับรองหักเป็นรายจ่ายได้ภายใต้เงื่อนไขใด?
กฎหมายหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (4) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การนำค่ารับรองหรือค่าบริการมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ
เงื่อนไขสำคัญมีดังนี้
ข้อ 1 ต้องเป็นค่ารับรองที่จำเป็นตามธรรมเนียมธุรกิจ
ค่ารับรองต้องมีเหตุผลและความจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป และผู้ได้รับการรับรองต้องไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท เว้นแต่ลูกจ้างนั้นมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมในการรับรองหรือการบริการดังกล่าวด้วย
ดังนั้น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ไม่ควรนำมาอ้างเป็นค่ารับรองของบริษัทเพียงเพราะบริษัทเป็นผู้ชำระเงิน
ข้อ 2 ต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับรอง หรือเป็นสิ่งของที่ให้ตามเงื่อนไขกฎหมาย
กฎกระทรวงกำหนดลักษณะรายจ่ายไว้ 2 กลุ่ม ได้แก่
1. ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา
2. ค่าสิ่งของที่มอบให้แก่ผู้ได้รับการรับรอง โดยต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ที่มีการรับรองหรือการบริการ
ข้อควรระวัง: เพดาน 2,000 บาทนี้เป็นเงื่อนไขเฉพาะกรณีให้สิ่งของ ไม่ใช่เพดานต่อคนสำหรับค่าอาหารหรือค่าที่พักทุกประเภท และการให้สิ่งของต้องเข้าเงื่อนไขค่ารับรองด้วย
ข้อ 3 ต้องคำนวณเพดานค่ารับรองตามที่กฎหมายกำหนด
ค่ารับรองและค่าบริการที่เข้าเงื่อนไข สามารถหักเป็นรายจ่ายได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนด ดังนี้
* ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชี หรือทุนที่ได้รับชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้ฐานที่มีจำนวนมากกว่า
* รายจ่ายที่นำมาหักได้มีเพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
การคำนวณต้องพิจารณาฐานตามกฎหมายและจำนวนค่ารับรองที่จ่ายจริงประกอบกัน ไม่ใช่เลือกใช้ตัวเลข 0.3% หรือ 10 ล้านบาทเป็นวงเงินที่หักได้โดยอัตโนมัติ
ข้อ 4 ต้องได้รับอนุมัติและมีหลักฐานประกอบ
ค่ารับรองต้องได้รับอนุมัติหรือสั่งจ่ายโดยกรรมการ ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าว และต้องมีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงิน เว้นแต่กรณีที่ผู้รับเงินไม่มีหน้าที่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร
🔹 3. ตัวอย่างการคำนวณเพดานค่ารับรอง
สมมติบริษัทมีข้อมูลในรอบบัญชีดังนี้
* รายได้ก่อนหักรายจ่าย 20,000,000 บาท
* ทุนที่ได้รับชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชี 5,000,000 บาท
* ค่ารับรองที่จ่ายจริงและเข้าเงื่อนไข 100,000 บาท
คำนวณเพดานจากฐานที่มีจำนวนมากกว่า คือรายได้ 20,000,000 บาท
20,000,000 × 0.3% = 60,000 บาท
เมื่อเทียบกับค่ารับรองที่จ่ายจริง 100,000 บาท บริษัทจึงหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 60,000 บาท ส่วนที่เกิน 40,000 บาท ต้องบวกกลับในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี
ตัวอย่างนี้สมมติว่าค่ารับรองทั้งจำนวนเข้าเงื่อนไขเบื้องต้นแล้ว และไม่มีประเด็นอื่นที่ทำให้ต้องปรับปรุงเพิ่มเติม
━━━━━━━━━━━━━━
🔹 4. ค่ารับรองกับภาษีมูลค่าเพิ่ม: อีกเรื่องที่ห้ามมองข้าม
แม้ค่ารับรองบางรายการจะสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แต่ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน อาจเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร
กล่าวคือ การที่รายจ่ายผ่านเงื่อนไขภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ได้ทำให้ภาษีซื้อของรายการนั้นนำไปเครดิตภาษีขายได้โดยอัตโนมัติ
นักบัญชีจึงควรแยกพิจารณาให้ชัดเจนระหว่าง
* ค่าใช้จ่ายที่บันทึกทางบัญชี
* รายจ่ายที่หักได้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
* ภาษีซื้อที่มีสิทธินำไปหักออกจากภาษีขาย
@
🔹 5. เอกสารที่กิจการควรจัดเก็บให้ครบ
เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับธุรกิจ แนะนำให้จัดเก็บเอกสารดังต่อไปนี้
✅ ใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงิน
✅ รายละเอียดวัตถุประสงค์ของการรับรอง เช่น ประชุมเจรจาธุรกิจ หารือสัญญา หรือพบลูกค้า
✅ ชื่อบริษัทหรือบุคคลที่ได้รับการรับรอง และความสัมพันธ์กับกิจการเท่าที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ
✅ รายละเอียดผู้เข้าร่วมและวันที่เกิดรายการ
✅ หลักฐานการอนุมัติจากผู้มีอำนาจหรือผู้ได้รับมอบหมาย
✅ หลักฐานการโอนเงินหรือเอกสารอื่นที่เชื่อมโยงกับรายการจ่าย
เอกสารเหล่านี้ช่วยให้ผู้ทำบัญชีพิจารณารายการได้ชัดเจนขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงเมื่อมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
🔹 สรุป: ค่ารับรองที่ถูกต้อง ต้องผ่านทั้งหลักบัญชีและหลักภาษี
การจัดการค่ารับรองที่ดี ไม่ใช่เพียงนำใบเสร็จมาแนบบัญชีแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน ความเกี่ยวข้องกับกิจการ ผู้ได้รับการรับรอง วงเงินตามกฎหมาย การอนุมัติ และหลักฐานประกอบอย่างครบถ้วน
หากบันทึกบัญชีไว้แล้ว แต่ค่ารับรองบางส่วนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขทางภาษี ต้องปรับปรุงกำไรทางบัญชีเป็นกำไรสุทธิทางภาษีให้ถูกต้อง ไม่ควรนำรายจ่ายทุกจำนวนไปหักภาษีโดยไม่มีการตรวจสอบ
เพราะการวางระบบบัญชีและภาษีที่ดี ไม่ได้ช่วยเพียงให้ปิดงบได้ถูกต้อง แต่ยังช่วยให้กิจการบริหารความเสี่ยงและวางแผนภาษีได้ดี
━━━━━━━━━━━━━━
บริษัท บัญชีกาญจน์และกฎหมาย จำกัด
ให้คำปรึกษาด้านบัญชี ภาษี และการวางระบบธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
📩 สอบถามหรือปรึกษาด้านบัญชีและภาษีได้ทาง Inbox หรือโทร 098-054-9646
#ค่ารับรอง #ภาษีเงินได้นิติบุคคล #นักบัญชี #วางแผนภาษี #บัญชีกาญจน์และกฎหมาย