พี่โก้ เทพ Unit Linked

พี่โก้ เทพ Unit Linked ชีวิตออกแบบได้ ด้วย Unit Linked

24/12/2025

[เช็กเลย! เงินเดือนเท่านี้ขอคืนภาษีได้เท่าไหร่? | Wealth Me Up]

💰 ‘ขอคืนภาษี’ ได้แค่ไหน?…มาเช็กกันเลย

หากคุณเป็นพนักงานเอกชนที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 26,000 บาทขึ้นไป คุณอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยภาษีที่ถูกหักจากเงินเดือนไม่ได้คำนวณแค่จากรายได้ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่สามารถนำไปหักก่อนคำนวณได้ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ประกันสังคม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่ถ้าคุณมีรายได้จากอาชีพอิสระ หรือมีรายได้จากหลายแหล่ง อัตราภาษีที่ต้องจ่ายอาจแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับประเภทของรายได้และสิทธิ์ลดหย่อนที่ใช้ได้

✅ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่หลายคนอาจมองข้าม

หลายคนเสียภาษีโดยไม่รู้ว่าตัวเองสามารถขอคืนภาษีได้จากค่าลดหย่อนต่างๆ เช่น
ดอกเบี้ยบ้าน ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท/ปี
ค่าลดหย่อนบุตร บุตรที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้ 30,000 บาท/คน หรือ 60,000 บาท/คน กรณีบุตรคนที่ 2 ขึ้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 2561
ค่าลดหย่อนบิดามารดา หากมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท สามารถลดหย่อนได้ 30,000 บาทต่อบิดาหรือมารดา 1 คน (กรณีมีพี่น้องต้องตกลงกันว่าใครใช้สิทธิ์ได้)

✅ การออม–การลงทุน ที่ช่วยลดภาษีได้จริง

กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund)
ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี และถือครองจนถึงอายุ 55 ปี
เหมาะกับผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อเกษียณ

ประกันชีวิตและประกันบำนาญ
ประกันชีวิตลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
ประกันบำนาญลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

กองทุน ThaiESG
ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
ต้องถือหน่วยลงทุนอย่างน้อย 5 ปีเต็ม
เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างยั่งยืนและมีภาระภาษีสูง

ทั้งนี้ในแต่ละปีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีใน “RMF + ประกันบำนาญ + PVD + กบข. + กอช. + กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน” รวมกันได้ไม่เกิน 500,000 บาท โดยเมื่อรวมกับการลงทุนในกองทุน ThaiESG และเบี้ยประกันชีวิต จะสามารถใช้สิทธิรวมกันได้ถึง 900,000 บาทนั่นเอง

19/12/2025

5 กับดัก ทางการเงินที่ทำให้แผนเกษียณไปไม่รอด
LifeLong Investing ลงทุนวิทยาฉบับ 50+ ซีซัน 2 โดย “มนุษย์ต่างวัย” ร่วมกับ “สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์” (ก.ล.ต.) EP.2 คุยกับ คุณนฤมล บุญสนอง (คุณลูกหมู) CFP® กรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ถึงเรื่อง กับดักทางการเงินที่ทำให้แผนเกษียณไปไม่รอด เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะดิไซน์ชีวิต วางเป้าหมายทางการเงิน เข้าใจความเสี่ยง และปรับไลฟ์สไตล์ล่วงหน้า เพื่อให้คน 50+ สามารถเกษียณเป็นจริง
พบกับวิธีคิดในการตั้งเป้าหมายการเกษียณ การบริหารจัดการกระแสเงินสด (แนวทางการจัดการ) รวมถึงเข้าใจเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนสำหรับชาว 50+ ได้ในคลิปนี้
📍รับชมได้ทาง https://youtu.be/gWgAX_SOuAQ..
#มนุษย์ต่างวัย #กลต #ลงทุนวิทยาฉบับ50+

19/12/2025

[ 3 ลักษณะเด่น Active Income vs Passive Income | Wealth Me Up ]

มาดูกันว่า Active Income หรือการ “ใช้แรงทำเงิน” และ Passive Income หรือการ “ให้เงินทำงาน” มีลักษณะเด่น และแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

#ให้เงินทำงาน

18/12/2025

[ ] ทำไม? ไม่ควรรอ "เงินเดือนสูง" แล้วค่อยเริ่ม "วางแผนการเงิน" 6 เหตุผลที่บอกว่าการเริ่มวางแผนตั้งแต่เงินเดือน 15,000 ดีกว่า 50,000
หลายคนมักจะพูดประโยคนี้ "รอเงินเดือนขึ้นก่อนแล้วค่อยเริ่มออมเงิน" หรือ "พอมีเงินเยอะกว่านี้แล้วค่อยมาคิดเรื่องลงทุน" ฟังดูสมเหตุสมผลดี แต่ความจริงแล้ว การคิดแบบนี้เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดทางการเงินที่คนเรามักทำกัน
การวางแผนการเงินไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินที่เรามี แต่เกี่ยวกับ “นิสัย” และ “ทักษะ” ในการจัดการเงิน ไม่ว่าเราจะมีเงิน 15,000 บาทหรือ 50,000 บาทต่อเดือนก็ตาม หากไม่มีแผนการเงินที่ดี เงินจำนวนมากขนาดไหนก็จะไหลออกไปได้หมด
มาดูกันว่าทำไมการรอให้เงินเดือนสูงขึ้นก่อนถึงจะเป็นกับดักที่อันตรายจริงๆ
🪙1. รอเงินเดือนขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายขึ้นตาม
Lifestyle Inflation คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่โดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อเงินเดือนขึ้นจาก 15,000 เป็น 50,000 บาท สิ่งแรกที่เราคิดไม่ใช่ "ตอนนี้ออมได้เดือนละ 20,000 บาทแล้ว" แต่เป็น "ตอนนี้ย้ายคอนโดใหม่ได้แล้ว ซื้อรถคันดีกว่าได้แล้ว กินร้านแพงๆ ได้บ่อยขึ้น"
ผลที่ตามมาคือ ค่าเช่าบ้านขึ้นจาก 8,000 เป็น 12,000 บาท ค่างวดรถขึ้นจาก 5,000 เป็น 8,000 บาท ค่าอาหารขึ้นจาก 8,000 เป็น 12,000 บาท เงินที่เหลือในท้ายเดือนกลับเท่าเดิม หรือบางทีอาจจะน้อยกว่าเดิมเสียอีก เพราะเราไม่ได้คิดว่าตอนนี้ "รวย" แล้วและใช้จ่ายมากกว่าที่ควร
🪙2. รอเงินเดือนขึ้น แต่ความรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้น
เวลาผ่านไปไม่ได้หยุดรอใคร ยิ่งรอนานเท่าไหร่ อายุเราก็เพิ่มขึ้น และพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบในชีวิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตอนอายุ 25 ปี อาจจะต้องดูแลแค่ตัวเองคนเดียว แต่พออายุ 35 ปี อาจจะต้องช่วยเลี้ยงพ่อแม่ที่เริ่มแก่ตัวลง มีครอบครวัวและลูกที่ต้องดูแล มีบ้านที่ต้องผ่อน
ดังนั้น แม้เงินเดือนจะขึ้นจาก 15,000 เป็น 50,000 บาท แต่เงินที่เหลือจริงๆ หลังหักค่าใช้จ่ายพื้นฐานและความรับผิดชอบทั้งหมด อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่เราคิด
🪙3. รอเงินเดือนขึ้น แต่เสียโอกาสในการลงทุน
นี่คือข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของการรอ เพราะในโลกของการลงทุน เวลามีค่ามาก เช่น
คนที่เริ่มลงทุน 1,000 บาทต่อเดือนตั้งแต่อายุ 25 ปี เป็นเวลา 30 ปี ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี จะมีเงินรวม 1.22 ล้านบาท
ในขณะที่คนที่รอจนอายุ 35 ปี แล้วเริ่มลงทุน 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 10 ปี ด้วยผลตอบแทนเดียวกัน จะมีเงินรวม 865,424 บาท
แม้คนที่เริ่มสายจะลงทุนเดือนละ 5 เท่า แต่ผลลัพธ์สุดท้ายต่างกันมาก แสดงให้เห็นว่าการเริ่มเร็วแม้จะออมน้อย ยังดีกว่าการเริ่มสายแม้จะออมมาก
🪙4. รอเงินเดือนขึ้น เสียโอกาสในการทำประกัน
การประกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยิ่งรอนาน ค่าใช้จ่ายยิ่งแพง เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพก็จะแพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประกันชีวิตที่ทำตอนอายุ 25 ปี อาจจะเสียเบี้ยปีละ 15,000 บาท แต่ถ้าไปทำตอนอายุ 35 ปี อาจจะเสียเบี้ยปีละ 25,000 บาท สำหรับความคุ้มครองเท่าเดิม นั่นหมายความว่า 10 ปีที่รอ ทำให้เสียเงินเพิ่มขึ้นปีละ 10,000 บาท หรือ 100,000 บาทใน 10 ปี
นอกจากนี้ ยิ่งอายุมาก โอกาสที่จะมีโรคประจำตัวหรือปัญหาสุขภาพก็มากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ได้เบี้ยแพงกว่าปกติ หรือแย่ที่สุดคือถูกปฏิเสธการรับประกันได้เลย
🪙5. รอเงินเดือนขึ้น แต่ไม่ได้เรียนรู้การจัดการเงินรอ
การจัดการเงินเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน เหมือนกับการขับรถหรือการทำอาหาร ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเก่งขึ้นเองโดยอัตโนมัติเพียงแค่มีเงินมากขึ้น
คนที่ไม่เคยวางแผนการเงินมาก่อน เมื่อได้เงินจำนวนมาก มักจะไม่รู้จักจัดการอย่างเหมาะสม เราเห็นตัวอย่างนี้ได้จากคนที่ถูกลอตเตอรี่หรือได้มรดกก้อนใหญ่ แต่ใช้เงินหมดไปในเวลาไม่กี่ปี
การฝึกจัดการเงิน 15,000 บาทให้ดี จะทำให้เราเก่งในการจัดการเงิน 50,000 บาท แต่ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน การจัดการเงิน 50,000 บาทจะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด
🪙6. รอเงินเดือนขึ้น แต่ความกดดันและความเครียดก็เพิ่มขึ้น
โดยทั่วไป เงินเดือนที่สูงขึ้นมักจะมาพร้อมกับตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น และความกดดันที่เพิ่มขึ้น
ตำแหน่งผู้จัดการอาจจะได้เงินเดือน 50,000 บาท แต่ต้องทำงาน 10-12 ชั่วโมงต่อวัน มีความเครียดสูง และมีเวลาน้อยในการดูแลเรื่องส่วนตัว รวมถึงการวางแผนการเงิน
เมื่อเหนื่อยจากการทำงาน หลายคนจะเลือกใช้เงินเพื่อคลายเครียด ไม่ว่าจะเป็นการไปสปา กินอาหารแพงๆ ซื้อของฟุ่มเฟื่อย หรือไปเที่ยวต่างประเทศ แทนที่จะออมและลงทุนอย่างที่วางแผนไว้
ในขณะที่คนที่มีเงินเดือนน้อยกว่า แต่มีเวลาและพลังในการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ มักจะมีผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีกว่าในระยะยาว
การรอให้เงินเดือนสูงก่อนแล้วค่อยวางแผนการเงิน เป็นเหมือนการเลื่อนการเรียนรู้การขับรถออกไป จนกว่าจะซื้อรถหรูได้ เมื่อถึงเวลาที่มีรถหรูแล้ว แต่ไม่มีทักษะในการขับ ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากรถคันนั้นได้ หรือแย่กว่านั้นอาจเกิดอุบัติเหตุ
ความจริงคือ การวางแผนการเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เรามี แต่ขึ้นอยู่กับนิสัย ทักษะ และความมีวินัยในการจัดการเงิน ไม่ว่าเราจะมีเงิน 15,000 บาทหรือ 50,000 บาทต่อเดือน หากไม่มีแผนการเงินที่ดี เงินจำนวนเท่าไหร่ก็จะไหลออกไปได้หมด
อีกทั้ง เวลาเป็นสิ่งที่ซื้อด้วยเงินไม่ได้ และในโลกของการเงิน เวลามีค่ามากกว่าจำนวนเงิน การเริ่มต้นวันนี้ แม้จะด้วยจำนวนเงินที่น้อย ยังดีกว่าการรอให้มีเงินมากแล้วเริ่มในวันพรุ่งนี้
เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ AFPT™
#วางแผนการเงิน #เงินเดือน #การจัดการเงิน

01/12/2025

[ ] ถ้าวางแผนการเงินไม่ดี "วิกฤตการเงิน" โดย คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์ นักวางแผนการเงิน CFP
คุณคิดว่าตัวเองพร้อมรับมือกับชีวิตหลังเกษียณหรือไม่? ลองจินตนาการว่าวันหนึ่งคุณต้องอยู่โดยไม่มีรายได้ประจำ เงินเก็บที่มีต้องใช้ไปอีกกว่า 20 ปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลับเพิ่มขึ้นทุกปี นี่คือความจริงที่หลายคนไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า และเมื่อถึงวันนั้น วิกฤตการเงินที่แท้จริงก็จะเริ่มขึ้น
การวางแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องของคนใกล้เกษียณเท่านั้น แต่ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร โอกาสที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มวางแผนอย่างไร ลองมาดูบทเรียนและวิธีคิดจากคุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์ นักวางแผนการเงิน CFP ที่เดินทางมาถึงวัยเกษียณแล้ว
จากชีวิตการทำงานเป็นเภสัชรกร สู่การทำอาชีพสายวางแผนการเงิน มีบทเรียนอะไรที่ “วัยทำงาน” ต้องรู้บ้าง มาดูกัน…
➡️1. หลักในการเลือกงาน คือ "เงิน-ความรู้-ความสุข"
ย้อนกลับไปในช่วงที่เรียนเภสัชศาสตร์ คุณสาธิตต้องเรียนหนักมาก พอจบการศึกษาออกมาก็ทำงานเป็นเภสัชกรเลย ซึ่งรายได้ก็ถือว่าดีมาก แต่รู้สึกว่า “มันไม่ใช่” ก็คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี?
สุดท้ายได้ลองพิจารณาจาก 3 เรื่องนี้ เพื่อดูว่าควรจะทำต่อหรือไม่?
1. เงิน - รายได้จากการทำงานที่เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่
2. ความรู้ - มีโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองหรือไม่?
3. ความสุข - งานที่เราทำให้ความสุขกับเราหรือไม่?
สำหรับคุณสาธิต งานเภสัชกร แม้รายได้จะดีและได้รับความรู้ แต่เป็นความรู้เฉพาะทางที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ สุดท้ายจึงตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน
➡️2. สิ่งที่เสียไปแล้ว "ไม่ต้องเอามาคิด"
เมื่อตัดสินใจเปลี่ยนสายงานจากเภสัชกร คุณสาธิตเคยรู้สึกเสียดายเวลาและความพยายามที่ทุ่มเทไป แต่เขาตระหนักว่า "อย่าเอาสิ่งที่เสียไปแล้วมาตัดสินอนาคต"
หากยังทำงานที่ไม่มีความสุขต่อไป จะยิ่งเพิ่ม "ต้นทุนจม" (Sunk cost) และเหลือเวลาในการทำงานที่ใช่น้อยลง เมื่อคิดได้ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอาชีพสู่วงการการเงินทันที กลายเป็นเภสัชกรคนแรกในรุ่นที่ออกจากวงการยา
➡️3. "แก่-เจ็บ-ตาย" โอกาสเกิดขึ้นมาก และสร้างความเสียหายมาก
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณสาธิตเผชิญวิกฤตหลายครั้ง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งที่เปรียบเหมือนการโดนรถชน มาเร็วและรุนแรง ขณะที่วิกฤตโควิด-19 เปรียบเหมือนมะเร็ง ค่อยๆ เกิดขึ้นและป่วยเรื้อรัง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารให้ดี
การบริหารความเสี่ยงต้องพิจารณา 2 ปัจจัยสำคัญ:
1. โอกาส - เหตุการณ์มีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด
2. ขนาด - เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความเสียหายมากน้อยเพียงใด
ในเคสของวิกฤตต้มยำกุ้งและโควิด-19 แม้ความเสียหายรุนแรง แต่โอกาสเกิดน้อย ทำให้อาจไม่ได้บริหารความเสี่ยงมาทางด้านนี้
แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยง คือ เรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากและสร้างความเสียหายมาก นั่นคือ "ความแก่ ความเจ็บ ความตาย" ซึ่งต้องวางแผนการเงินเพื่อรองรับ
➡️4. โควิด-19 น่ากลัวแล้ว "เกษียณ" น่ากลัวกว่าเยอะ
คุณสาธิตเตือนว่า วิกฤตโควิด-19 เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนใส่ใจเรื่องการวางแผนเกษียณมากขึ้น ช่วงโควิด-19 หลายคนตกงานเพียง 3 เดือนก็เดือดร้อนแล้ว ลองนึกภาพการเกษียณที่เปรียบเสมือนการ "ตกงาน 20 ปี" และยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพอีกด้วยจะทำอย่างไร?
➡️5. ใช้ "พีระมิดการเงิน" ในการเริ่มวางแผน
“พีระมิดการเงิน” เป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงิน เราต้องเริ่มจากการสร้างเงิน (Wealth Creation) หรือสภาพคล่องก่อน นั่นคือการมีเงินเก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินก่อน จากนั้นให้ดูเรื่องการทำให้เงินนั้นเติบโต เป็นเรื่องของการลงทุน (Wealth Accumulation)
เมื่อเงินโตแล้ว ก็ต้องหาวิธีในการปกป้องเงิน (Wealth Protection) ที่เราหามาได้ไม่ให้สูญหายไปนั่นก็คือการเริ่มทำประกันรูปแบบต่างๆ ให้ครอบคลุมความเสี่ยงที่เรามี และสุดท้าก็เป็นเรื่องของการวางแผนเพื่อส่งต่อสินทรัพย์ที่เราสร้างขึ้นมา (Wealth Distribution) คือการวางแผนมรดกนั่นเอง
➡️6. อิสรภาพทางการเงิน = อิสระจากภาระทางการเงิน
อิสรภาพทางการเงินหมายถึงการเป็นอิสระจากการทำงานเพื่อหาเงิน สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ โดยมีแหล่งเงินที่สร้างรายได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย ซึ่งมาจากทรัพย์สินที่สะสมไว้ในขั้นตอน Wealth Accumulation
➡️7. ภาระการเงินในอนาคตมีเยอะกว่าที่คิด
โดยเฉพาะภาระด้านการเกษียณ คุณสาธิตยอมรับว่าแม้เขาเองเตรียมเงินเพื่อเกษียณไว้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในวัยเกษียณเพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อและค่ารักษาพยาบาล เมื่อเกษียณ รายได้จะลดลงจาก 100 เหลือ 0 แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้น คำแนะนำคือ "ยิ่งออมเร็วเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น ยิ่งออมมากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น"
ในเรื่องการวางแผนการเงิน คนมักแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่บอกว่า "มาพูดทำไมตอนนี้" กับกลุ่มที่บอกว่า "ทำไมเพิ่งมาพูดตอนนี้" หากคุณอยู่ในกลุ่มแรก แสดงว่าคุณยังมีเวลาวางแผน อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปจนกลายเป็นคนกลุ่มที่สอง ที่ต้องเสียใจภายหลังว่า "รู้งี้วางแผนไปนานแล้ว"
#วางแผนการเงิน #วางแผนเกษียณ #จัดการเงิน

29/11/2025

ที่อยู่

28/60 ถนนลงหาดบางแสน ต. แสนสุข อ. เมืองชลบุรี
Chon Buri
20130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พี่โก้ เทพ Unit Linkedผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พี่โก้ เทพ Unit Linked:

แชร์