เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN

เรื่องเงินที่อยากเล่า by TEN เล่าเรื่องเงินให้เข้าใจง่าย เพื่อชีวิตที่มั่นคง

เมื่อเทคโนโลยี เงินเฟ้อ และพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนโลกธุรกิจอาหารไปตลอดกาลเชิญพบกับสมรภูมิร้านอาหารยุคใหม่เสียงคุยจ้อกแจ...
28/08/2026

เมื่อเทคโนโลยี เงินเฟ้อ และพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนโลกธุรกิจอาหารไปตลอดกาล

เชิญพบกับสมรภูมิร้านอาหารยุคใหม่

เสียงคุยจ้อกแจ้กในห้องอาหารไฟสลัว เสียงแก้วกระทบกันนั่นคือเสน่ห์ที่ผู้คนจะยังคงถวิลหาเสมอ แต่กระบวนการเบื้องหลังทั้งหมด ตั้งแต่ห้องครัว พนักงาน ยันหน้าประตูร้าน มันได้ถูกปฏิวัติเปลี่ยนไปจนแทบจำโครงเดิมไม่ได้แล้ว

1. บิ๊กดาต้าและ AI: จากการทำนายยอดขาย สู่การจดจำใบหน้าลูกค้า

เทคโนโลยีซอฟต์แวร์การจัดการอย่าง Toast (ผู้ให้บริการระบบในร้านอาหารกว่า 164,000 แห่ง) พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อมูลคืออาวุธใหม่ของธุรกิจอาหาร:

อ่านพฤติกรรมสาวกคอนเสิร์ต: ในวันที่มีคอนเสิร์ต Taylor Swift ที่ไมอามี ยอดขายออมเล็ทในรัศมี 20 ไมล์พุ่งขึ้น 27% เพราะแฟนคลับต้องการอัดโปรตีนก่อนไปโดดในฮอลล์ ขณะที่คอนเสิร์ต Beyoncé ที่แอตแลนตา ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมื้อดึกกลับพุ่งสูงไปจนถึงตี 4

AI ถ่ายภาพและจดจำใบหน้า: ร้านอาหารเริ่มทดสอบซอฟต์แวร์ถอดเสียงพนักงานเพื่อจดออเดอร์อัตโนมัติ รวมถึงการติดกล้องวิเคราะห์ใบหน้าลูกค้าตั้งแต่ก้าวเข้าประตู เพื่อให้พนักงานรู้ทันทีว่าลูกค้ารายนี้เป็นประจำ ชอบนั่งโต๊ะไหน และชอบดื่มอะไร

2. พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน: ยุคทองของ Delivery และ WFH

วิกฤตการระบาดในอดีตได้ทิ้งรอยแผลเป็นและพฤติกรรมใหม่ไว้อย่างถาวร:

การสั่งไปกินที่บ้านกลายเป็นเรื่องหลัก: ในสหรัฐอเมริกา ราว 3 ใน 4 มื้อ ของอาหารร้านค้าถูกนำไปบริโภคนอกร้าน และมูลค่าตลาดสั่งอาหารออนไลน์ทั่วโลกพุ่งแตะ 473,000 ล้านดอลลาร์ และโตเป็นเท่าตัวจากช่วงก่อนโควิด ขณะที่ยอดการเดินเข้ากินในร้านลดลงกว่า 15%

ย่านการค้าเปลี่ยนทิศ: การทำงานจากบ้าน (WFH) ทำให้ร้านอาหารย่านชานเมืองคึกคักกว่าย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) นอกจากนี้วันพฤหัสบดีได้กลายมาเป็นวันที่มีการจองโต๊ะอาหารเย็นมากที่สุดแทนที่วันศุกร์ในเมืองใหญ่ อย่างลอนดอนและนิวยอร์ก

3. การแข่งขันสุดโหด และภาวะขาดทุนต่อเนื่อง

แม้เปิดร้านอาหารจะง่าย แต่การให้อยู่รอดกลับยากกว่าที่เคย

ประชาชนแห่เปิดร้านหลังตกงาน: การดำเนินการที่ง่ายทำให้คนตกงานหรือผู้เกษียณจำนวนมากหันมาเปิดร้านอาหารจนเกิดภาวะ Over-supply เช่น ในเม็กซิโกและเกาหลีใต้

กำไรหาย-คนทานเริ่มประหยัดเงิน: ในสหรัฐฯ มีร้านอาหารมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่กลับมีถึง 42% ที่ดำเนินงานแบบขาดทุน ด้านประเทศจีน ภาวะเศรษฐกิจซบเซาบีบให้ยอดใช้จ่ายต่อมื้อของลูกค้าตามห้างและแพลตฟอร์มเดลิเวอรีลดลงกว่า 8-20%

4. ปฏิวัติห้องครัว: ลดต้นทุนขั้นสุดด้วย Central Kitchen & Automation

เพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางวัตถุดิบแพง ร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหักห้ามใจไม่ได้:

โมเดล Saizeriya (ญี่ปุ่น): ร้านอาหารอิตาเลียนที่มีกว่า 1,000 สาขา ตรึงราคาได้นานหลายทศวรรษด้วยการตัดคนกลาง ตั้งโรงงานผลิตวัตถุดิบเอง (รวมถึงโรงงานซอสในออสเตรเลีย) ครัวในสาขาแทบไม่ต้องมีแม่ครัว และ ไม่มีมีดสักเล่มเพราะหั่นมาแล้วเสร็จสรรพ ใช้หุ่นยนต์เสิร์ฟ และระบบ QR Code ทั้งหมด

Cloud Kitchen & ครัวกลางนอกเมือง: ร้านดังในอังกฤษย้ายการเตรียมวัตถุดิบไปอยู่นอกเมือง เช่น Karma Kitchen ในลอนดอน ที่ให้บริการเช่าพื้นที่ครัวอุตสาหกรรมร่วมกัน ช่วยให้ร้านค้าลดค่าเช่าและประหยัดค่าไฟจากการต้มน้ำซุปตลอด 24 ชั่วโมง

การเพิ่ม Productivity ด้วยสายพาน: ร้านสลัด Sweetgreen ในอเมริกานำสายพานอัตโนมัติมาใช้ จนสามารถประกอบชามสลัดแบบคัสตอมได้ถึง 500 ชามต่อชั่วโมง

5. วิกฤต Casual Dining: ร้านระดับกลางกำลังตายลงอย่างสงบ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือร้านอาหารระดับกลาง (Casual Dining) เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อบีบให้ผู้บริโภคต้องประหยัด:

การออกไปกินข้าวไม่ใช่เรื่องปรกติอีกต่อไป: ผู้บริโภครู้สึกว่าการออกจากบ้าน ต้องจ่ายค่าแท็กซี่ ค่าจ้างคนเลี้ยงลูก และค่าอาหารที่แพงขึ้น มื้ออาหารนั้นจึงต้องพิเศษจริงๆ เท่านั้น

จุดจบสเต๊กชิ้นโต: ตัวอย่างร้าน Osteria 166 ในนิวยอร์ก ที่เคยทำรายได้ 60,000 ดอลลาร์/สัปดาห์จากสเต๊กและมาร์ตินี ต้องยอมปิดห้องอาหารแบบ à la carte แล้วเปลี่ยนมาขายสลัดและพิซซ่าหน้าร้านในราคาถูกลง เพราะเมนูสเต๊ก Tomahawk จานละ $80 ขายไม่ออกอีกต่อไป

ร้านหรูสร้างประสบการณ์ถึงบ้าน: ร้านอินเดียเกรดพรีเมียมอย่าง Dishoom ปรับตัวด้วยการแถมธูปหอมประจำร้าน, QR Code เพลย์ลิสต์เพลง และมะนาวผักชีสดแยกถุงไปกับกล่องเดลิเวอรี เพื่อเลียนแบบบรรยากาศการกินที่ร้านให้ได้มากที่สุด

อ้างอิง
https://www.economist.com/international/2026/07/30/the-restaurant-business-is-changing-beyond-recognition

#การบริหารร้านอาหาร #เทคโนโลยีอาหาร #เศรษฐกิจโลก #ปรับตัวเพื่ออยู่รอด

Harrods เมื่อครั้งหนึ่งเป็นของตระกูล Al Fayed กับค่าเยียวยาคดีล่วงละเมิดทางเพศเมื่อ Harrods และผู้จัดการมรดกต่างทำเหมือน...
27/08/2026

Harrods เมื่อครั้งหนึ่งเป็นของตระกูล Al Fayed กับค่าเยียวยาคดีล่วงละเมิดทางเพศ

เมื่อ Harrods และผู้จัดการมรดกต่างทำเหมือนกำลังเล่นเกมชิงไหวชิงพริบกันหลังฉากเพื่อลดภาระการจ่ายเงิน ในขณะที่ผู้ถูกกระทำต้องแบกรับบาดแผลทางจิตใจมานานหลายทศวรรษ

จากมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล สู่ข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ

ตำนานที่มีมลทินของ โมฮาเม็ด อัลฟาเยด อดีตเจ้าของห้างสรรพสินค้าหรู Harrods ในลอนดอนและสโมสรฟุตบอลฟูแลม เสียชีวิตเมื่อปี 2023 โดยไม่เคยถูกฟ้องร้องในคดีอาญาในขณะที่เขามีชีวิตอยู่

BBC เปิดแผลใหญ่ โดยในปี 2024 สื่อ BBC เผยแพร่ผลการสืบสวนระบุว่าเขาเคยก่อคดีข่มขืน ค้ามนุษย์ และล่วงละเมิดทางเพศอดีตพนักงาน พี่เลี้ยงเด็ก และแอร์โฮสเตสเครื่องบินส่วนตัวนับร้อยราย ตลอดช่วงที่เขาเป็นเจ้าของห้าง Harrods (ปี 1985–2010)

Harrods ในยุคกาตาร์ตั้งกองทุนเยียวยาแต่ไล่บี้เค้นเงินคืนจากกองมรดกตระกูล Al Fayed

การออกตัวขอโทษ: กองทุนมั่งคั่งแห่งรัฐกาตาร์ (ผู้ซื้อห้าง Harrods ต่อมาจากตระกูล Al Fayed ในปี 2010) ได้แถลงขอโทษสาธารณะในปี 2024 และยอมรับความล้มเหลวขององค์กรในการปกป้องพนักงานในอดีต

โครงการเยียวยา £60 ล้าน: ในเดือนมีนาคม 2025 Harrods จัดตั้งโครงการชดเชยโดยมอบเงินสูงสุดถึง 385,000 ปอนด์ (~520,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อคน มีอดีตพนักงานยื่นเรื่องกว่า 260 คน และยุติคดีไปแล้วราว 100 คน ก่อนโครงการจะปิดรับสมัครในเดือนมีนาคม 2026

ไล่เบี้ยเงินคืน: Harrods สำรองเงินไว้ 60 ล้านปอนด์สำหรับจ่ายเยียวยา แต่ได้เรียกร้องให้ผู้เสียหายร่วมสนับสนุนกระบวนการทางกฎหมายเพื่อไล่บี้เค้นเงินคืนจากกองมรดกของ Al Fayed

Harrods ยื่นศาลปลดภรรยาและลูกๆ ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก

ยื่นปลดผู้จัดการมรดก: ในเดือนมิถุนายน 2025 Harrods ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อถอดถอน ไฮนี วาเธน-ฟาเยด ภรรยาหม้าย รวมถึงลูกๆ คามิลลา และ แจสมิน ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แล้วขอให้ศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดกกลางที่เป็นกลางเข้ามาแทน โดยมีกำหนดไต่สวนในเดือนพฤศจิกายน

ข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส: Harrods อ้างว่าฝั่งตระกูล Al Fayed พยายามประวิงเวลา และตั้งข้อสงสัยในสภาพคล่องทางการเงินของกองมรดกในการจ่ายชดเชยเหยื่ออย่างทันท่วงที

การโต้แย้งจากตระกูล: ในเอกสารศาล ภรรยาหม้ายได้ออกมาปฏิเสธและโต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวหาจากผู้เสียหายบางราย ขณะที่ทนายความของตระกูลยืนยันว่ากำลังเร่งเจรจาเพื่อความยุติธรรม

เมื่อเหยื่อแตกเป็นสองฝั่งระหว่างผู้ที่เชื่อมั่นระบบเยียวยา และผู่ที่ฟ้องโดยตรงกับกองมรดก

เหยื่อที่ทำงานภายนอกห้าง: แม่บ้านและพนักงานส่วนตัวของ Al Fayed ไม่เข้าเกณฑ์รับเงินจากโครงการของ Harrods จึงต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกองมรดกโดยตรง

สำนักงานกฎหมาย KP Law ปฏิเสธระบบ Harrods: KP Law ซึ่งเป็นตัวแทนเหยื่อกว่า 275 คน เผยว่าลูกความถึง 98% ปฏิเสธเข้าร่วมโครงการเยียวยาของ Harrods เนื่องจากผู้บริหารห้างบางคนที่ดูแลโครงการเคยอยู่ในตำแหน่งช่วงเกิดเหตุ และมองว่ากรอบเวลา 1 ปีเป็นการบีบบังคับเหยื่อเกินไป

เสียงสะท้อนจากผู้เสียหาย: เหยื่อหลายรายสะท้อนความรู้สึกว่า ทั้ง Harrods และกองมรดกต่างเล่นเกมการเมืองลับหลังเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตนเองโดยหลงลืมความทุกข์ทรมานที่เหยื่อต้องแบกรับมาตลอดหลายสิบปี

อ้างอิง
https://www.wsj.com/world/harrods-fights-with-al-fayed-estate-over-hundreds-of-sex-abuse-claims-b78f5e79?st=yYeNNf

#ข่าวต่างประเทศ #คดีล่วงละเมิด #ข่าวสังคม

หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐอเมริกาพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้สะท้อนถึงเส้นทางทางการคลัง...
26/08/2026

หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐอเมริกาพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

เรื่องนี้สะท้อนถึงเส้นทางทางการคลังที่ไม่ยั่งยืน และกดดันสัดส่วนหนี้ต่อ GDP เข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตัวเลขสถิติและเส้นทางสู่หนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์

ยอดหนี้ทะลุสถิติ: ยอดหนี้สาธารณะคงค้างสะสมพุ่งแตะ 40.047 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วน Publicly Held Debt อยู่ที่ 32.266 ล้านล้านดอลลาร์

อัตราส่วนหนี้ต่อ GDP โตไม่หยุด: หนี้สาธารณะต่อ GDP แตะระดับใกล้ 100% เพิ่มขึ้นจากเพียง 31.5% ในปี 2001 ซึ่งเป็นยุคที่รัฐบาลเคยจัดทำงบประมาณเกินดุล

ต้นตอหนี้ที่สะสมมาหลายทศวรรษ: เกิดจากผลกระทบสะสมของสงคราม, วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม, นโยบายลดภาษีอย่างต่อเนื่อง, วิกฤตการเงินปี 2008, การอัดฉีดเยียวยาช่วงโควิด-19 รวมถึงค่าใช้จ่ายดูแลสังคมสูงวัย (Medicare และ Social Security) ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่รายได้จากภาษีโตไม่ทัน

- การคาดการณ์อนาคตและต้นตอที่แก้ยาก

การขาดดุลเรื้อรัง: ปัจจุบันสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณรายปีสูงถึงประมาณ 6% ของ GDP ซึ่งเป็นสถิติที่มักพบเฉพาะในยุคสงครามหรือวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงเท่านั้น

แนวโน้มพุ่งไม่หยุด: สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) คาดว่าหนี้ต่อ GDP จะพุ่งแตะ 120% ในอีก 10 ปี และทะยานสู่ 175% ในอีก 30 ปีข้างหน้า

แก่นแท้ของปัญหา: งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับสวัสดิการประชาชนและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับลดไม่ได้ การตัดงบส่วนนี้ทำได้ยากทางการเมือง ขณะที่รายจ่ายภาครัฐโตแซงหน้ารายได้ภาษีมาตั้งแต่ยุค 1960s

- ใครเป็นผู้ถือหนี้ และมหาศาลแค่ไหน

โครงสร้างผู้ถือพันธบัตรเปลี่ยนไป: สัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยต่างชาติลดลง โดยมีกองทุน Hedge Funds เข้ามาซื้อแทน ซึ่งมักใช้เงินกู้ยืมมาซื้อ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการเทขายยามตลาดผันผวน

- สเกลตัวเลขหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์:

มหาศาลเกินกว่ามูลค่า GDP หรือรายได้รวมของทั้งประเทศสหรัฐฯ ในหนึ่งปี

แม้ Elon Musk ยอมสละความมั่งคั่งทั้งหมดที่มี (เกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์) ก็ช่วยลดหนี้นี้ได้เพียงเศษเสี้ยวเดียว

ยอดหนี้ภาครัฐนี้มีขนาดเกือบเท่ากับหนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอเมริกันรวมกันทั้งประเทศ

อ้างอิง
https://www.wsj.com/economy/u-s-debt-just-topped-40-trillion-how-we-got-here-c1c6c9d2?st=6QaifQ

#เศรษฐกิจสหรัฐ #หนี้สาธารณะสหรัฐ #การเงินโลก #ข่าวต่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ไล่ต้อนอิหร่านผ่านดูไบเดิมพันครั้งใหญ่ของทรัมป์กับเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจแผนการกัดกร่อนเศรษฐกิจอิหร่านของดอนั...
25/08/2026

ยุทธศาสตร์ไล่ต้อนอิหร่านผ่านดูไบ

เดิมพันครั้งใหญ่ของทรัมป์กับเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ

แผนการกัดกร่อนเศรษฐกิจอิหร่านของดอนัลด์ ทรัมป์ จะสำเร็จหรือล้มเหลว ขึ้นอยู่กับดูไบ เมืองที่เป็นทั้งประตูสู่การค้าโลกและช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรหลักของเตหะรานมาโดยตลอด

- ดูไบ: ประตูหลังทางการเงินและเส้นเลือดใหญ่ของอิหร่าน

ศูนย์กลางการค้าและนำเข้า: ก่อนเกิดสงคราม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คือแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับหนึ่งของอิหร่านและแซงหน้าจีน โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของการนำเข้าทั้งหมด หรือราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024

ที่ซุกของบริษัทนอมินี (Front Companies): อิหร่านใช้ดูไบเป็นศูนย์กลางจัดตั้งบริษัทบังหน้าและสถานแลกเปลี่ยนเงินเพื่อฟอกเงินจากการขายน้ำมันเถื่อน รวมถึงซ่อนธุรกรรมต่างประเทศ โดยข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า 62% ของเงินฟอกซ่อนเร้นของอิหร่านที่ผ่านบัญชีธนาคารสหรัฐฯ โดยมีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ถูกส่งไปยังบริษัทใน UAE

กองทัพเรือเงา: เรือบรรทุกน้ำมันเก่าที่ใช้อำพรางการขนส่งน้ำมันคว่ำบาตรของอิหร่านจำนวนมาก มีเจ้าของหรือบริหารจัดการผ่านบริษัทที่จดทะเบียนใน UAE

- คำขู่จากทรัมป์ และมาตรการกดดันขั้นสุด

คำขู่ถึงพันธมิตร: ทรัมป์ประกาศเตือนผ่านโซเชียลมีเดียว่า ประเทศใดก็ตามที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ท่าเรือ สนามบิน หรือบริษัทในดินแดนของตนเป็นสายปานช่วยเหลืออิหร่าน ไม่ว่าจะผ่านการลักลอบขนน้ำมัน, การโอนเงินสด, หรือบริษัทนอมินี จะต้องเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

กดดันต่อเนื่อง: กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมซ้ำเติมเศรษฐกิจอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ ควบคู่ไปกับการปิดล้อมทางเรือบริเวณท่าเรือของอิหร่าน

- UAE เริ่มเคลื่อนไหว หลังโดนอิหร่านเปิดฉากยั่วยุ

สั่งระงับธุรกรรมการเงิน: UAE ประกาศระงับธุรกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจกับอิหร่าน หลังได้รับการหว่านล้อมจากสหรัฐฯ ว่าการบล็อกท่อน้ำเลี้ยงของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ในดูไบจะส่งผลหนักกว่าการปิดล้อมทางเรือ

ชนวนเหตุทางทหาร: การเคลื่อนไหวของ UAE เกิดขึ้นหลังจากเรือของตนถูกโจมตีถึง 7 ลำในรอบเดือน และอิหร่านยังยิงขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูกตกลงในทะเลใกล้เขตน้ำของ UAE จนต้องเปิดระบบป้องกันทางอากาศ

- ทำไมการตัดขาดอิหร่านจากดูไบจึงเป็นเรื่องพูดง่ายแต่ทำยาก

กระทบโมเดลธุรกิจของดุไบ: การกวาดล้างการค้าและเครือข่ายการเงินเงาอย่างรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งของดูไบในการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรีและการส่งออกต่อระดับโลก

ความซับซ้อนของ 7 รัฐ: แม้รัฐบาลกลางจะสั่งปิดธนาคารและท่าเรือหลักได้ แต่การปราบปรามทุกเขตการค้าเสรีและเรือขนาดเล็กข้ามฟากในทั้ง 7 รัฐที่มีวัฒนธรรมการค้าต่างกัน เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

ความกังวลเรื่องการเอาคืน: UAE เกรงว่าการบีบเศรษฐกิจอิหร่านจนตรอกเกินไปจะกระทบภาคการท่องเที่ยวและการค้าของภูมิภาค และอาจดึงให้เกิดการแก้แค้นทางทหารจากอิหร่านมากขึ้น UAE จึงเลือกใช้วิธีตอบโต้อย่างเป็นขั้นตอน และเก็บช่องทางทางการทูตไว้หากยุทธศาสตร์ของทรัมป์ล้มเหลว

อ้างอิง
https://www.wsj.com/world/middle-east/trumps-plan-to-squeeze-irans-economy-will-live-or-die-in-dubai-8f9f561e?st=yg9e1z

#เศรษฐกิจโลก #การเมืองโลก #ข่าวต่างประเทศ #ดุไบ #คว่ำบาตรอิหร่าน

ตลาดพันธบัตรในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจอย่างน่ากังวล เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูง...
24/08/2026

ตลาดพันธบัตรในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจอย่างน่ากังวล เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี กดดันให้รัฐบาลหลายประเทศต้องเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งทุบสถิติรอบหลายปี

สหรัฐอเมริกา พบว่า Yield พันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ทะลุระดับ 5.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่รุ่นอายุ 10 ปีพุ่งสูงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี จนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องแทรกแซงด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรุ่นอายุยาวเพื่อพยุงตลาด

ลามทั่วโลก พบว่าพันธบัตรอายุยาวของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ต่างพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีของญี่ปุ่นพุ่งใกล้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

- 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดพันธบัตรผันผวน

ความเสี่ยงของเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงานโดยสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดดันราคาน้ำมันและดีเซลให้พุ่งสูงขึ้น ตลาดพันธบัตรจึงเริ่มประเมินความเสี่ยงเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่อาจลากยาวกว่าที่คาด

ยักษ์ใหญ่เทคต้องการสภาพคล่องเพื่อลงทุนด้าน AI พบว่าบริษัทเทคโนโลยีนับสิบบริษัทออกพันธบัตรรวมกันแล้วกว่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อระดมทุนไปสร้าง Data Center รองรับระบบ AI ส่งผลให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงเงินทุนในตลาดพันธบัตรอย่างหนัก

หนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูงทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่น พบว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 130% ของ GDP พร้อมการขาดดุลงบประมาณที่ 6% ขณะที่นักลงทุนมองว่านักการเมืองในหลายประเทศอย่างฝรั่งเศสและญี่ปุ่นขาดเจตจำนงในการรัดเข็มขัดหรือปรับขึ้นภาษี

- ทางเลือกที่จำกัดและมีความเสี่ยงสูงของรัฐบาล

นักลงทุนเอกชนเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น โดยผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลเปลี่ยนมือจากหน่วยงานภาครัฐไปสู่นักลงทุนเอกชนที่ไวต่อความเสี่ยงและราคามากกว่าหรือกลุ่ม Hedge Fund ทำให้ต้องเสนอ Yield Premium ที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูดใจ

ความเสี่ยงจากการออกพันธบัตรระยะสั้น พบว่าหลายประเทศแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการหันไปออกพันธบัตรรอบสั้นที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า แต่นั่นหมายถึงการต้องรีไฟแนนซ์หนี้ถี่ขึ้น และเสี่ยงโดนอัตราดอกเบี้ยสูงซ้ำเติมในอนาคต

อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/08/19/why-bond-markets-are-unnerving-rich-world-politicians

#เศรษฐกิจโลก #ตลาดพันธบัตร #หนี้สาธารณะ #การเงินโลก #ข่าวต่างประเทศ

มาดูกันว่าที่ไหนปลอดภัยกว่าระหว่างยุโรป หรือ อเมริกาการเปรียบเทียบระดับความปลอดภัยระหว่างเมืองใหญ่ในยุโรปและอเมริกาจากงา...
22/08/2026

มาดูกันว่าที่ไหนปลอดภัยกว่าระหว่างยุโรป หรือ อเมริกา

การเปรียบเทียบระดับความปลอดภัยระหว่างเมืองใหญ่ในยุโรปและอเมริกาจากงานวิจัยล่าสุดโดย Matt Ashby นักอาชญาวิทยาแห่ง University College London ได้รวบรวมและปรับปรุงมาตรฐานข้อมูลอาชญากรรมจาก 20 เมืองใหญ่ที่มีประชากรเกิน 2.5 ล้านคน โดยคำนวณความหนาแน่นและปรับคำนิยามคดีให้ตรงกัน จนได้ผลลัพธ์ที่สะท้อนความจริงอย่างน่าสนใจ

คดี ฆตก: สหรัฐอเมริกาอันตรายกว่าอย่างเห็นได้ชัด

อัตรา ฆตก สูงในอเมริกา: ชิคาโกครองตำแหน่งเมืองที่อันตรายที่สุดในชุดข้อมูล โดยในปี 2024 มีคดี ฆตก สูงถึง 587 ราย หรือคิดเป็น 22 ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งสูงกว่าลอสแอนเจลิสถึง 2.7 เท่า

ยุโรปปลอดภัยกว่ามากในแง่การใช้ชีวิต: ค่าเฉลี่ยอัตรา ฆตก ใน 10 เมืองใหญ่ของยุโรปอยู่ที่เพียง 1.7 ต่อประชากร 100,000 คนเท่านั้น

อาชญากรรมประเภทอื่น: ตัวเลขที่หักปากกาเซียน

การชิงทรัพย์โดยใช้กำลัง: อัตราการเกิดในภาพรวมของทั้งสองทวีปใกล้เคียงกันอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าลอนดอนและปารีสจะมีสถิติสูงเป็นพิเศษด้วยตัวเลขเกิน 300 คดีต่อประชากร 100,000 คนต่อปีก็ตาม

การโจรกรรมรถยนต์: ชิคาโกและลอสแอนเจลิสมีสถิติรถหายสูงมาก แต่นิวยอร์กกลับทำได้ดีกว่าเมืองส่วนใหญ่ในยุโรป

การย่องเบาลักทรัพย์ในบ้าน: ฝั่งยุโรปกลับมีอัตราการย่องเบาสูงกว่าอเมริกา แม้ยุโรปจะมีสวัสดิการรัฐที่ช่วยลดแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม แต่นโยบายการตรวจขันที่เข้มงวดและการลงโทษคุมขังจริงในอเมริกาก็ช่วยกดสถิตินี้ลงได้

ความเข้าใจผิดทางสถิติและแนวโน้มที่ดีขึ้น

ปัจจัยเรื่องการแจ้งความ: ตัวเลขคดีที่เพิ่มขึ้นหลายครั้งไม่ได้แปลว่าเกิดเหตุมากขึ้น เช่น คดีข่มขืนในอังกฤษและเวลส์ที่รายงานเพิ่มขึ้นสองเท่าในรอบ 10 ปี เป็นผลจากการที่ประชาชนกล้าแจ้งความและระบบบันทึกของตำรวจดีขึ้น

แนวโน้มปลอดภัยขึ้นทั้งสองทวีป: อัตรา ฆตก ในลอนดอนและนิวยอร์กลดลงจนต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติ ส่วนคดีชิงทรัพย์ในปารีสลดลงเกือบครึ่งในรอบทศวรรษ สรุปได้ว่าเมืองใหญ่ทั้งสองฝั่งแอตแลนติกปลอดภัยและน่าอยู่ขึ้นกว่ายุคก่อนอย่างมาก

อ้างอิง
https://www.economist.com/graphic-detail/2026/08/09/is-europe-safer-than-america

#สถิติอาชญากรรม #ความปลอดภัย #ข่าวต่างประเทศ #อเมริกา #ยุโรป

Scott Bessent กับการเข้าซื้อพันธบัตรการตัดสินใจของ Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการเพิ่มขนาดการซื้อคืนพั...
21/08/2026

Scott Bessent กับการเข้าซื้อพันธบัตร

การตัดสินใจของ Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในการเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว 30 ปีเป็นสองเท่าสู่ระดับ 4 พันล้านดอลลาร์ สามารถกดให้อัตราผลตอบแทนลดลงทันที 0.1% แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระดับพื้นผิว ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังก้าวสู่ายุคขาดแคลนเงินทุนอย่างรุนแรง

- 3 ปัจจัยหลักที่ดัน Yield พุ่งสูงขึ้น

การขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง: สหรัฐฯ กู้ยืมเงินสูงถึง 7.5% ของ GDP (สูงสุดในกลุ่ม G7) ซึ่งเป็นระดับที่เคยพบเฉพาะในภาวะถดถอยรุนแรง ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อรองรับงบกลาโหมและสวัสดิการสังคม

กระแส AI ที่หิวโหยเงินทุน: บริษัทเทคโนโลยีเปลี่ยนสภาพจากธุรกิจซอฟต์แวร์ไปเป็นผู้สร้าง Data Center ขนาดใหญ่ที่ต้องระดมทุนมหาศาลผ่านตลาดพันธบัตร เช่น Yield พันธบัตร Alphabet หมดอายุปี 2075 พุ่งขึ้นแตะ 6.78%

ภูมิรัฐศาสตร์และการย้ายฐานผลิต: การแตกแยกของระบบการค้าโลกกดดันให้ประเทศต่างๆ ทุ่มเงินสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ซึ่งเป็นการใช้เงินทุนที่ซ้ำซ้อนและลดประสิทธิภาพการผลิต

ข้อเท็จจริง: สิ่งที่ไม่ได้เป็นตัวดัน Yield ในรอบนี้

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ: ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวในตลาดพันธบัตรยังคงทรงตัวใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด

ความผันผวนจากการสื่อสารของเฟด: แม้กลยุทธ์การสื่อสารของ Kevin Warsh ประธานเฟดจะสร้างความสับสน แตีดัชนีความผันผวนของตลาดพันธบัตรยังคงต่ำกว่าช่วงปีก่อนหน้า

- ความเสี่ยงจากกลยุทธ์ของ Bessent

การหันมาออกพันธบัตรระยะสั้น (T-bills) และไล่ซื้อพันธบัตรระยะยาวคืน ช่วยพยุง Yield ระยะยาวได้ชั่วคราว แต่ทำให้งบประมาณรัฐบาลเปราะบางอย่างมากต่อการผันผวนของอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น หากดอกเบี้ยปรับขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐจะพุ่งสูงขึ้นทันที

เมื่อโลกก้าวสู่ายุคที่ทั้งรัฐบาล ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี และความมั่นคง ต่างแย่งชิงเงินทุนที่มีจำกัด ต้นทุนของเงินทุนย่อมปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด การใช้กลเม็ดทางการเงินของกระทรวงการคลังอาจช่วยประวิงเวลาได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถทดแทนการรัดเข็มขัดทางการคลังที่แท้จริงได้ หากภาคการเมืองยังคงปฏิเสธการตัดงบประมาณหรือขึ้นภาษี ตลาดพันธบัตรจะกลายเป็นผู้ลงโทษที่ส่งแรงกดดันกลับมาฉุดการเติบโตของภาคเอกชนในที่สุด

อ้างอิง
https://www.wsj.com/finance/investing/why-scott-bessent-is-playing-with-the-treasury-market-828256d4?st=KBhtfy

#เศรษฐกิจโลก #ตลาดพันธบัตร #กระทรวงการคลังสหรัฐ #การเงินโลก

เมื่อญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินผ่านการซื้อเงินเยนเบื้องหลังการย้อนกลับบระบวนการ Carry Trade ที่น่าจับตาการที่กระทรวงการคลังแล...
20/08/2026

เมื่อญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินผ่านการซื้อเงินเยน

เบื้องหลังการย้อนกลับบระบวนการ Carry Trade ที่น่าจับตา

การที่กระทรวงการคลังและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ทุ่มเงินซื้อเงินเยนไม่ใช่แค่การพยุงค่าเงินชั่วคราวแต่มันคือยุทธศาสตร์การล้างหนี้สินเงินเยน รวมถึงการเริ่มถอนตัวจากตำแหน่งที่เป็นผู้ลงทุน Carry Trade รายใหญ่ภาครัฐก่อนการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ส่งผลต่อตลาดการเงิน

- สหรัฐฯ ร่วมอุ้มเงินเยน และผลกำไรมหาศาลของญี่ปุ่นจากวิศวกรรมทางการเงิน

เมื่อสหรัฐฯ ยื่นมือช่วย โดย Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ร่วมมือกับ BoJ ดึงเงินสำรองระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาช่วยซื้อเงินเยน หลังจากค่าเงินเยนอ่อนค่าดิ่งลงทะลุ 163 เยน/ดอลลาร์

ญี่ปุ่นฟันกำไรเข้าคลังมหาศาลโดยการแทรกแซงรอบล่าสุด BoJ ใช้เงินไปกว่า 95,000 ล้านดอลลาร์ เข้าซื้อเยนที่ระดับราว 160 เยน/ดอลลาร์ เนื่องจากทุนดอลลาร์เดิมของญี่ปุ่นสะสมไว้ตั้งแต่ยุคที่ต่ำกว่า 100 เยน/ดอลลาร์ การขายดอลลาร์รอบนี้จึงสร้างกำไรให้รัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 5.7 ล้านล้านเยน หรือประมาน 36,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ากำไรที่ George Soros เคยทุบเงินปอนด์ในปี 1992 หลายเท่าตัว

- โครงสร้าง Carry Trade ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ขุมทรัพย์สินทรัพย์ต่างประเทศของญี่ปุ่นโดยรัฐบาล BoJ และกองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐบาลญี่ปุ่นถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศรวมกันสูงเกิน 56% ของ GDP และสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 5.8% ต่อปีตลอด 25 ปีที่ผ่านมา

การทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย โดยภาครัฐของญี่ปุ่นกู้ยืมและออกพันธบัตรเป็นเงินเยนซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก แล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทำกำไรจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนมาอย่างยาวนาน

- จุดเปลี่ยนเมื่อเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้นและทิศทางดอกเบี้ยของเงินเยนกำลังจะขยับขึ้น

ปัญหาของ Carry Trade คือโครงสร้างนี้ได้ผลดีตราบเท่าที่ญี่ปุ่นเผชิญภาวะเงินฝืดและดอกเบี้ยต่ำ แต่ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นขยับเข้าใกล้เป้าหมาย 2% และตลาดคาดการณ์ว่า BoJ จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 3 ครั้งภายในปี 2027

ผลคือต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินเยนของภาครัฐพุ่งขึ้นทันทีอย่างน้อย 0.75% ของ GDP และจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อต้องรีไฟแนนซ์พันธบัตรระยะยาว

- ยุทธศาสตร์ถอนตัวของญี่ปุ่นที่ถูกจังหวะเวลา

ซื้อคืนหนี้สินในราคาถูก ซึ่งในขณะที่เงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่ามาก การขายดอลลาร์เพื่อซื้อเยนกลับคืนมา เท่ากับรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดมูลค่าหนี้สินเงินเยนของตัวเองในจังหวะที่ดี

ลดความเสี่ยงก่อนที่จะสาย เพราะถึงแม้เงิน 95,000 ล้านดอลลาร์จะลดภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยได้ไม่ถึง 1% ของทั้งหมด แต่นี่คือขั้นตอนแรกที่สามารถทยอยลดขนาดของการ Carry Trade ภาครัฐ ก่อนที่ต้นทุนดอกเบี้ยเงินเยนจะพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้

อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/08/13/when-japan-buys-yen-it-unwinds-a-dangerous-trade

#เศรษฐกิจญี่ปุ่น #ค่าเงินเยน #การเงินโลก #แบงก์ชาติญี่ปุ่น #ข่าวต่างประเทศ

ทรัมป์กลับมาสร้างความหวั่นไหวให้เหล่าพันธมิตรเมื่อสหรัฐฯ สั่งเบรกการซ้อมรบร่วมระหว่าง สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ แบบฟ้าผ่าการสั่งล...
19/08/2026

ทรัมป์กลับมาสร้างความหวั่นไหวให้เหล่าพันธมิตร

เมื่อสหรัฐฯ สั่งเบรกการซ้อมรบร่วมระหว่าง สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ แบบฟ้าผ่า

การสั่งลดขนาดการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเริ่ม สะท้อนให้เห็นว่าข้อตกลงและคำมั่นสัญญาด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของดอนัลด์ ทรัมป์ อาจไร้ความหมาย และกำลังผลักดันให้เกาหลีใต้ต้องเตรียมพร้อมพึ่งพาตนเองในระดับสูงสุด

- คำสั่งฟ้าผ่าและการอ้างเหตุผลของทรัมป์

คำสั่งลดระดับการซ้อมรบในนาทีสุดท้าย โดยคืนก่อนการซ้อมรบ Ulchi Freedom Shield หรือการซ้อมรบด้านการฝึกรับมือภัยคุกคามใหม่อย่างโดรนสงครามตามบทเรียนจากยูเครน ซึ่งทรัมป์สั่งการให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการซ้อมรบลงอย่างสิ้นเชิง

ข้ออ้าง 3 ประการของทรัมป์ ที่อ้างเรื่องงบประมาณที่สูงเกินไป, การที่เกาหลีใต้ปฏิเสธจะร่วมศึกสงครามในอิหร่าน และการรักษาความสัมพันธ์อันดี กับ คิม จองอึน

สองมาตรฐานกับพันธมิตร ซึ่งถึงแม้ญี่ปุ่นจะปฏิเสธการส่งกำลังไปช่วยสหรัฐฯ ในอิหร่านเช่นเดียวกัน แต่การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น กลับดำเนินไปได้ตามปกติโดยไม่ถูกสั่งระงับเหมือนเกาหลีใต้

- จากพันธมิตรสู่ความคลางแคลงใจ

ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่อความมั่นคง โดยทรัมป์มองพันธมิตรเกาหลีใต้ด้วยความกังขามาโดยตลอด และมองว่าสหรัฐฯ ทุ่มงบมหาศาลเพื่อคุ้มครองคู่แข่งทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา

การปรับยุทธศาสตร์ทหารสหรัฐฯ โดยพยายามปรับบทบาทกองกำลัง 28,500 นายในเกาหลีใต้ให้เน้นการคานอำนาจจีน และกดดันให้เกาหลีใต้รับภารกิจหลักในการป้องกันตนเองจากเกาหลีเหนือ แม้เกาหลีใต้จะยอมเพิ่มงบกลาโหมจนได้รับการยกย่องว่าเป็นพันธมิตรตัวอย่างแต่คำชมนั้นกลับไร้ความหมายเมื่อถูกใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง

- เกมการเมืองและผลกระทบระยะยาว

การเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตอิหร่านผ่านการพยายามดึงคิม จองอึน กลับสู่โต๊ะเจรจา อาจเป็นเพียงกลยุทธ์เบี่ยงเบนสายตาจากความหล่มลึกในสงครามอิหร่านซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ซัมมิตซิงคโปร์ปี 2018 ที่สั่งหยุดซ้อมรบแต่ไม่ได้ผลลัพธ์เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์

เกาหลีใต้เริ่มหาทางรอดเองโดยความกลัวเรื่องการถูกสหรัฐฯ ทอดทิ้งหวนกลับมาอีกครั้ง แม้ประธานาธิบดี อี แจมยอง จะคัดค้านการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่นโยบายเร่งพัฒนาศักยภาพการแปรรูปและเสริมสมรรถภาพเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ภาคการเกษตรและพลังงาน ก็เปิดทางให้เกาหลีใต้สามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ทันทีหากจำเป็น

ในโลกยุคที่ระเบียบสากลเดิมเริ่มถดถอย ความตกลงด้านความมั่นคงและร่มเงาทางทหารจากมหาอำนาจอาจไม่ใช่หลักประกันที่ถาวรอีกต่อไป เมื่อการทูตและสัญญาประชาคมถูกปรับเปลี่ยนตามกรอบคิดแบบซื้อขายแลกเปลี่ยนประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจึงต้องตั้งคำถามว่าการรักษาสมดุลระหว่างการพึ่งพาพันธมิตร กับ การสร้างศักยภาพในการปกป้องตนเอง ควรอยู่ตรงจุดไหน ถึงจะไม่เป็นการกระตุ้นให้เกิดสงครามเสียเอง

อ้างอิง
https://www.economist.com/asia/2026/08/17/donald-trump-further-undermines-trust-in-american-alliances

#ความมั่นคงโลก #การเมืองโลก #เกาหลีใต้ #ทรัมป์

วิกฤตหนี้ของจีนเมื่อหน่วยงานที่จัดการหนี้เสียกลายเป็นหนี้เสียเองเมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รัฐบาลจีนตั้งขึ้นเพื่อช้อนซ...
18/08/2026

วิกฤตหนี้ของจีนเมื่อหน่วยงานที่จัดการหนี้เสียกลายเป็นหนี้เสียเอง

เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รัฐบาลจีนตั้งขึ้นเพื่อช้อนซื้อและล้างหนี้เสียในระบบกำลังกลายสภาพเป็นระเบิดลูกใหม่ที่พร้อมกซ้ำเติมวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และระบบธนาคารของจีน

Guohou Asset Management: AMC รายแรกที่ล้มละลาย

ศาลในมณฑลอันฮุยอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการของ Guohou Asset Management ซึ่งเป็น AMC ภาคเอกชนอายุกว่า 12 ปี นับเป็นริษัทบริหารสินทรัพย์รายแรกของจีนที่ต้องเป็นหนี้เสียเอง

โดยผลสอบพบว่า Guohou ขาดทุนเรื้อรังและไม่สามารถชำระหนี้สินรวมกว่า 13,000 ล้านหยวนได้หลังแอบเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินจนระบบการเงินภายในมีปัญหา

จากผู้ล้างหนี้สู่ธนาคารเงาซุกหนี้เสีย

การขยายตัวโดยไร้การควบคุมเมื่อเดิมทีรัฐบาลจีนตั้ง AMC ยักษ์ใหญ่ 4 แห่งขึ้นในปี 1999 เพื่อจัดการหนี้เสียจากธนาคารรัฐแล้วค่อยยุบทิ้ง แต่พวกเขากลับเติบโตจนมีสินทรัพย์รวมกันพุ่งสูงถึง 5 ล้านล้านหยวนในปี 2018 และมีการจัดตั้ง AMC ระดับท้องถิ่นตามมาอีกกว่า 60 แห่ง

ปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหด โดยแทนที่จะล้างหนี้เสีย AMC กลับกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารไปปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยสูงให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สุ่มเสี่ยง

ซุกหนี้ใต้พรมผ่านการร่วมมือกับธนาคารซ่อนหนี้เสียด้วยสัญญาสินเชื่อโดยแกล้งทำเป็นซื้อหนี้เสียจากธนาคารไปเก็บไว้ชั่วคราวก่อนวันรายงานงบการเงิน แล้วค่อยขายคืนให้ธนาคารภายหลังเพื่อแลกกับค่าธรรมเนียม

สัญญาณเตือนว่าหนี้เสียในระบบอาจสูงกว่าที่รัฐรายงาน

ตัวเลขจริงซ่อนอยู่ใต้พรม: แม้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของธนาคารจีนบนกระดาษจะอยู่ที่เกือบ 3.7 ล้านล้านหยวน (คิดเป็น 1.5% ของสินทรัพย์) แต่พฤติกรรมหมกเม็ดของ AMC ทำให้คาดว่าหนี้เสียที่แท้จริงในระบบพุ่งสูงกว่าตัวเลขทางการมาก

AMC รายใหญ่เริ่มทรุด: Cinda หนึ่งใน AMC ระดับชาติคาดว่ากำไรสุทธิครึ่งปีแรกจะดิ่งลงถึง 70% ผลจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ

โดมิโนลูกถัดไป: วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไร้ทางออกกำลังกดดันให้ AMC ระดับท้องถิ่นหลายแห่งถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ และเสี่ยงส่อเค้าล้มละลายตามรอย Guohou ในไม่ช้า

อ้างอิง
https://www.economist.com/finance-and-economics/2026/08/13/is-chinas-debt-bomb-squad-about-to-blow-up

#เศรษฐกิจจีน #หนี้เสีย #วิกฤตอสังหาจีน #ข่าวต่างประเทศ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรื่องเงินที่อยากเล่า by TENผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์