ประกันชีวิต AIA By Daw

ประกันชีวิต AIA By Daw การวางแผนประกันชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประกันชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการเงินส่วนบุคคล

ในช่วงเทศกาลสิ้นปี สิ่งที่มักขาดไม่ได้คือการกินเลี้ยงสังสรรค์หรืองานปาร์ตี้ จนบางครั้งเราเผลอทาน เผลอดื่มอย่างไม่ทันระวั...
14/12/2025

ในช่วงเทศกาลสิ้นปี สิ่งที่มักขาดไม่ได้คือการกินเลี้ยงสังสรรค์หรืองานปาร์ตี้ จนบางครั้งเราเผลอทาน เผลอดื่มอย่างไม่ทันระวัง เนื่องจากระยะเวลาในการทานก็จะยาวนานมากกว่ามื้อปกติ และปริมาณการทานก็มากด้วยเช่นกัน ดังนั้น พอจบงานเลี้ยงอาจต้องเอามือก่ายหน้าผากกับสุขภาพที่แย่ลง

เตรียมความพร้อม ก่อนไปปาร์ตี้ เพื่อสุขภาพที่ดี
- ไม่ควรอดอาหาร ควรทานอาหารรองท้องก่อนไปงาน เพราะการอดอาหารนานเกินไปจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ทำให้หิวมากจนลืมตัวรับประทานอาหารในงานปาร์ตี้มากเกินไป
- อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก่อนออกไปปาร์ตี้ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำจนต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีในงานมากเกินไป
- เลือกสวมเสื้อผ้าที่พอดีตัว ควรสวมเสื้อผ้าที่ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป เพราะอาจทำให้คุณอึดอัด หรือรับประทานมากจนไม่รู้ตัว
- ดูแลสุขภาพ ควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมร่างกายให้แข็งแรงพร้อมรับมือกับทุกปาร์ตี้และที่สำคัญคือ ต้องรู้จักสภาพร่างกายตัวเองก่อนว่า พร้อมสำหรับปาร์ตี้หรือไม่ ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ควรฝืน

หลักการเลือกอาหารและเครื่องดื่มในงานปาร์ตี้ เพื่อสุขภาพที่ดี
1. เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มที่ไม่มีพลังงาน เช่น น้ำเปล่า
2. อาหารควรเริ่มด้วยอาหารประเภทโปรตีนและผัก โดยเน้นทานให้มีความรู้สึกอิ่มกำลังดี เพื่อลดปริมาณการทานอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูงในเมนูอื่น ๆ
3. อาหารคาวประเภทข้าว-แป้ง เช่น ข้าวและเส้นต่าง ๆ ไม่เกิน 2 ทัพพี
4. ปิดท้ายด้วยผลไม้ หรือขนมเล็กน้อย
5. จำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 1 แก้ว
อาหารจานหลักมากประโยชน์ที่ทานแล้วอยู่ท้องตลอดงาน
อาหารจานหลักในงานปาร์ตี้สามารถเลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำเช่น เนื้อหมู ไก่ ปลา ซึ่งเมนูมื้ออาหารที่เหมาะกับงานปาร์ตี้มีดังนี้
- ปลาแซลมอน เมนูชั้นเลิศที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย เนื่องจากปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ มีไขมันต่ำและเป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีทั้งวิตามินดี โอเมก้า 3 และธาตุเหล็ก
- เมี่ยงอกไก่ เมนูสุดแซ่บที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากอกไก่ ไขมันต่ำ ย่อยง่าย ทานคู่กับเครื่องเคียงที่มีไฟเบอร์อย่างผักสด และเส้นหมี่ข้าวกล้อง เพิ่มความจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด
- เทมเป้ผัดกะเพรา เมนูยอดฮิตที่ชาวมังสวิรัติก็ทานได้ ด้วยโปรตีนทางเลือกจากเทมเป้ ถั่วเหลืองหมักเนื้อสัมผัสแน่น อุดมไปด้วยไฟเบอร์ประเภทพรีไบโอติกส์ที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้
- สุกี้โรล สุดยอดเมนูเพื่อสุขภาพ ทานง่าย อิ่มอร่อยอยู่ท้อง อุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่ และใยอาหารจากผักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผักกาดขาว ผักบุ้ง กวางตุ้ง หรือแคร์รอต สารอาหารครบ 5 หมู่ด้วยโปรตีนจากอกไก่ กุ้ง ปลาที่มีไขมันต่ำ และเสริมคาร์โบไฮเดรตด้วยวุ้นเส้น

เชื่อว่าทุกคนก็อยากสนุกให้เต็มที่ในทุกงานสังสรรค์ ที่หนึ่งปีจะวนมาแค่ครั้งเดียว นอกจากใจที่พร้อมสังสรรค์แล้ว ต้องดูว่าร่างกายของเราพร้อมด้วยหรือไม่ ดังนั้น การเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนไปปาร์ตี้นั้น จะช่วยให้ความสุขในทุกปาร์ตี้ของคุณไม่มีสะดุดอย่างแน่นอน พร้อมตัวช่วยที่จะเพิ่มความอุ่นใจ ให้คุณฉลองได้อย่างสบายใจไร้กังวล

สรุปวิธีใช้ลดหย่อนภาษี ให้ภาษีที่เราต้องเสีย = 0 ฉบับปี 2568ปกติคนที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 26,583 บาท จะต้องเริ่มเสียภาษ...
08/12/2025

สรุปวิธีใช้ลดหย่อนภาษี ให้ภาษีที่เราต้องเสีย = 0 ฉบับปี 2568
ปกติคนที่มีรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 26,583 บาท จะต้องเริ่มเสียภาษีกันแล้ว โดยคนที่มี
- เงินเดือน 30,000 บาท จะเสียภาษี 2,050 บาท
- เงินเดือน 50,000 บาท จะเสียภาษี 20,600 บาท
- เงินเดือน 70,000 บาท จะเสียภาษี 53,150 บาท
- เงินเดือน 100,000 บาท จะเสียภาษี 122,750 บาท
โดยภาษีคิดจากกรณีที่เรามีเฉพาะเงินเดือน และหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าลดหย่อนส่วนตัว รวมถึงค่าประกันสังคมแล้ว
แต่รู้หรือไม่ว่า ถ้าเราวางแผนจัดการภาษีอย่างดี ต่อให้เรามีเงินเดือนหลักแสน ก็สามารถเสียภาษีน้อยกว่าคนเงินเดือนหมื่นได้ หรืออาจไม่เสียภาษีเลยก็ได้ วิธีเสียภาษีให้ใกล้ 0 มากที่สุดคือ ทำให้เงินได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 150,000 บาท
เพราะเงินได้สุทธิที่อยู่ช่วง 0 - 150,000 บาทจะได้รับการยกเว้นภาษี
ทีนี้ก็ถึงขั้นตอนคำนวณว่า เราควรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเท่าไร ที่จะทำให้ภาษี = 0 บาท เริ่มต้นด้วยการคิดรายได้ทั้งปีของเราเป็นเท่าไร และนำไปหักค่าใช้จ่ายจะเหลือเท่าไร
ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 50,000 บาท ได้โบนัสปลายปี 100,000 บาท เราจะมีรายได้ต่อปี = (50,000 x 12) + 100,000 = 700,000 บาท
หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท จะเหลือ 700,000 - 100,000 = 600,000 บาท
ดังนั้นถ้าเราต้องการยกเว้นภาษี จะต้องหาค่าลดหย่อนอีก = 600,000 - 150,000 = 450,000 บาท
ทีนี้เราก็ไปหยิบหรือช็อปสิ่งที่ให้ลดหย่อนภาษี ให้ครบ 450,000 บาท แล้วปี 2568 มีสิทธิลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง ?
ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
- ส่วนตัว 60,000 บาท
- คู่สมรส 60,000 บาท
- ค่าฝากครรภ์และทำคลอด ไม่เกิน 60,000 บาท
- บุตรลูกคนแรก 30,000 บาท ลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป ที่เกิดหลัง พ.ศ. 2561 60,000 บาท
- เลี้ยงดูบิดามารดา คนละ 30,000 บาท
- เลี้ยงดูสมาชิกครอบครัวที่พิการหรือทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท
ค่าลดหย่อนประกัน
- ประกันชีวิตทั่วไปและประกันสะสมทรัพย์ ไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันสุขภาพ 25,000 บาท
รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ ไม่เกิน 15% ของเงินได้สูงสุด 200,000 บาท
- เงินสมทบประกันสังคม ไม่เกิน 9,000 บาท
- ประกันสุขภาพบิดามารดา ไม่เกิน 15,000 บาท
ค่าลดหย่อนกระตุ้นเศรษฐกิจ
- Easy E-Receipt 2568 ไม่เกิน 50,000 บาท
- ค่าสร้างบ้านใหม่ 2567-2568 ไม่เกิน 100,000 บาท
- ดอกเบี้ยกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าติดโซลาร์เซลล์ ไม่เกิน 200,000 บาท
- ซื้องานศิลปะ ไม่เกิน 100,000 บาท
- เที่ยวดีมีคืน เมืองหลักไม่เกิน 20,000 บาท เมืองรองไม่เกิน 30,000 บาท
หมายเหตุ ค่าติดโซลาร์เซลล์และซื้องานศิลปะอยู่ในระหว่างประกาศเป็นกฎหมาย
ค่าลดหย่อนการลงทุน
- กองทุน RMF ไม่เกิน 30% ของเงินได้
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน ไม่เกิน 15% ของเงินได้
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ไม่เกิน 30% ของเงินได้
- กองทุนการออมแห่งชาติ ไม่เกิน 30,000 บาท
รวมกันกับประกันชีวิตแบบบำนาญไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุน Thai ESG ไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุด 300,000 บาท
- กองทุน Thai ESGX ตามมูลค่าที่สับเปลี่ยนจาก LTF หรือซื้อใหม่ไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุดอย่างละ 300,000 บาท
- เงินลงทุนธุรกิจ Social Enterprise ไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าลดหย่อนเงินบริจาค
- บริจาคทั่วไป ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อน
- เงินบริจาคโรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคเพื่อการศึกษาและพัฒนาสังคม 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อน
- บริจาคพรรคการเมือง ไม่เกิน 10,000 บาท
พอเราเห็นแล้วว่า มีอะไรบ้างที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้บ้าง ก็ถึงเวลาเลือก
โดยเริ่มจากค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพียงแค่เช็กว่า จะเอาลดหย่อนแต่ละอย่าง ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
เช่น เลี้ยงดูบิดามารดา ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้พึงประเมิน ไม่เกิน 30,000 บาท
เมื่อเลือกลดหย่อนส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว ก็มาใช้ลดหย่อนในส่วนอื่น ๆ ต่อ โดยเน้นสิ่งที่เราทำไปแล้วหรือมีแล้วเช่นกัน
เช่น หลายบริษัทมีการหักเงินเดือนพนักงานส่วนหนึ่ง เพื่อลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตรงนี้เอามาลดหย่อนภาษีได้
หรือทำประกันไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ รวมถึงประกันสุขภาพบิดามารดาก็ตาม ใช้ลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด
หรือ Easy E-Receipt 2568 ตอนต้นปี และเที่ยวดีมีคืน ช่วงปลายปี ถ้าเราใช้เงินกับสิ่งเหล่านี้ ก็นำมาใช้ลดหย่อนด้วย
ทีนี้ถ้าเรายังหักลดหย่อนไม่หมด แต่ต้องการลดหย่อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็จำเป็นต้องมีตัวลดหย่อนเพิ่ม เช่นกองทุนลดหย่อนภาษี อย่างกองทุน RMF และกองทุน Thai ESG ซึ่งช่วยลดหย่อนภาษีได้ไม่น้อยเลย
ยกกรณีจากตัวอย่างที่แล้ว ถ้าเราต้องการยกเว้นภาษี จะต้องหาค่าลดหย่อนอีก 450,000 บาท หากเราลงทุนในกองทุน RMF แบบเต็มโควต้า จะได้ค่าลดหย่อน 700,000 x 30% = 210,000 บาท
และลงทุนในกองทุน Thai ESG เต็มโควต้าด้วยเช่นกัน จะได้ค่าลดหย่อน 700,000 x 30% = 210,000 บาท
รวม 2 อย่าง จะได้ค่าลดหย่อน 210,000 + 210,000 = 420,000 บาท ภาษีก็แทบจะไม่เสียแล้ว
ทั้งนี้ตัวอย่างที่กล่าวมา มันอาจจะเป็นวิธีที่สุดโต่งในเชิงปฎิบัติ เช่นเงินได้ 700,000 บาท แต่ต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีมากถึง 450,000 บาท อาจดูเป็นสัดส่วนที่สูงสำหรับหลายคน
ดังนั้นเราอาจต้องคำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายของเราในชีวิตจริง และปรับให้เหมาะสมถึงสถานการณ์ของแต่ละบุคคล เช่นบางคนมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมาก ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีให้เต็มสิทธิ์
และอย่ามองเฉพาะค่าลดหย่อนภาษีเท่านั้น ต้องพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสในการสร้างผลตอบแทนด้วยเช่นกัน รวมถึงเงื่อนไขของกองทุนแต่ละประเภทเป็นอย่างไร เช่น กองทุน Thai ESG จะเน้นลงทุนในสินทรัพย์ไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้ และหุ้น ที่แม้จะมีให้เลือกแค่ในประเทศ แต่ก็มีระยะเวลาถือขั้นต่ำเพียง 5 ปี และไม่ต้องซื้อเพิ่มทุกปี
ขณะที่กองทุน RMF จะมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายกว่า ทั้งลงทุนในทองคำ, หุ้นสหรัฐฯ, หุ้นจีน, หุ้นญี่ปุ่น, ตราสารหนี้ต่างประเทศ และตลาดเงิน แต่ต้องลงทุนทุกปี เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี และถือยาวจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์
ดังนั้นกองทุน RMF ที่เราเลือก ต้องมั่นใจว่าสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต หรือมีความเสี่ยงน้อยที่สุด สุดท้ายสำหรับคนสายบุญ เงินบริจาคก็ลดหย่อนภาษีได้ด้วยเช่นกัน แต่ต้องอยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนดและมีหลักฐานในการบริจาค ทั้งนี้หากบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ไม่ต้องเก็บใบเสร็จหรือหลักฐานใด ๆ เลย
ขอบคุณมากที่อ่านมาถึงตรงนี้ ปรบมือให้รัวๆ

ที่อยู่

299(16/140)ศิวปรีชา พระยามนธาตุ
Bangkok
10150

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ประกันชีวิต AIA By Dawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์