Pae Suphasit - ถอดรหัสการลงทุน

Pae Suphasit - ถอดรหัสการลงทุน ถอดรหัสการลงทุน
มุมมองที่ช่วยให้คุณ “คิดก่อนตลาด”
Investment Strategy
Investment Advisory

ศุภสิทธิ์ สิทธิเสาวภาคย์

มันจ้าสะเหลือเกิน!! หุ้นเล็กญี่ปุ่น ทำ All-Time HighTOPIX Small Index ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์เหนือ 4,600 จุดได้ส...
06/08/2026

มันจ้าสะเหลือเกิน!! หุ้นเล็กญี่ปุ่น ทำ All-Time High

TOPIX Small Index ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์เหนือ 4,600 จุดได้สำเร็จ

ไม่น่าเชื่อว่า alert ที่ตั้งเอาไว้ใน trading view จะแจ้งเตือน ซึ่งผมรู้ว่ามีบางอย่าง crossing up เพราะตั้งไว้หลายดัชนี แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็น Topix Small ครับ

ถ้าใครตามหุ้นญี่ปุ่นมา อาจจะตามดัชนีหุ้นใหญ่ๆอย่าง Nikkei หรือ Topix แต่มาวันนี้ เวลานี้ หุ้นขนาดเล็กญี่ปุ่นเริ่มทำจุดสูงสุดใหม่ ตามดัชนีหุ้นใหญ่มาได้สำเร็จแล้วครับ!

#ถอดรหัสการลงทุน

ดัชนีหุ้นที่มาเนียนๆ ไปกับการลดลงของราคาน้ำมันดิบ"NIFTY 50 Index"หุ้นอินเดียในวันนี้ปิดเขียวเต็มแท่ง ในเชิงของแท่งเทียน ...
03/08/2026

ดัชนีหุ้นที่มาเนียนๆ ไปกับการลดลงของราคาน้ำมันดิบ

"NIFTY 50 Index"

หุ้นอินเดียในวันนี้ปิดเขียวเต็มแท่ง ในเชิงของแท่งเทียน ถือว่ากราฟมีกำลังซื้อมาก ปัจจัยหลักเฉพาะตัวจะมีเรื่องของราคาน้ำมันดิบที่มีผลต่อเศรษฐกิจอินเดียอย่างมีนัยยะสำคัญ

จากกราฟ จะพบว่าราคาน้ำมันดิบ (BRENT) ที่ปรับลดลง สวนทางกับการปรับขึ้นของ NIFTY 50 Index อย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้ดัชนีหุ้นอินเดีย +1.60% อาจจะดูน้อยนะครับ แต่สำหรับ NIFTY 50 Index คือบวกแรงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในช่วง 1 ปี

NIFTY 50 Index ย้อนหลัง 1 ปี

เคลื่อนไหวเฉลี่ย ±0.63%
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ≈ 0.86%
วันนี้ +1.60% เท่ากับประมาณ 1.85 SD จากค่าเฉลี่ย (z-score)

India เองได้ประโยชน์ "2 ต่อ" ในสถานการณ์ปัจจุบัน

GDP ของ India พึ่งพาตัวเองราว 55% : ตรงนี้เองที่ทำให้ความเชื่อมโยงกับ Global เช่น US, Europe, Japan, etc. ค่อนข้างต่ำโดยเปรียบเทียบ
India เป็นประเทศ Net Oil Importer คือพึ่งพาน้ำมันในระดับสูงมาก คล้ายกับญี่ปุ่น ทำให้การขึ้น-ลงของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลกับเศรษฐกิจจริง ไปจนถึงราคาหุ้น

เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากปัจจุบัน กลุ่มประเทศที่เป็น Net Oil Importer จริงๆ แล้วควรจะออกมาเคลื่อนไหวหน้าตาใกล้เคียงกับอินเดีย แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

เพราะเทียบกับญี่ปุ่น ก็ควรจะเห็น NIKKEI 225 หรือ TOPIX Index ดีดแรงๆ รับการร่วงของราคาน้ำมันดิบ แต่เพราะญี่ปุ่นอาจยังมีความไม่แน่นอนเรื่องค่าเงิน JPY ที่ยังกดดันให้ราคาหุ้นยังตอบสนองการลดลงของราคาน้ำมันดิบไม่เต็มที่ เทียบกับค่าเงินรูปีของอินเดีย ระยะสั้นอาจจะผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบค่าเงินเยน กับ ค่าเงินรูปี

ทำให้พื้นฐานและโครงสร้างของประเทศที่แตกต่างกัน แม้จะเป็นประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเหมือนกัน แต่ก็อาจตอบสนองออกมาต่างกันได้ อย่างเช่นดัชนีหุ้นอินเดีย และดัชนีหุ้นญี่ปุ่น

Disclaimer: จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์และให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน

#ถอดรหัสการลงทุน

🇯🇵การตอบสนองของหุ้นญี่ปุ่นกับ JPYเมื่อ JPY เริ่มแข็งค่าขึ้น จะพบว่าดัชนีหุ้นญี่ปุ่นเริ่มสะท้อนความเชื่อมโยงกับค่าเงินเยน...
03/08/2026

🇯🇵การตอบสนองของหุ้นญี่ปุ่นกับ JPY

เมื่อ JPY เริ่มแข็งค่าขึ้น จะพบว่าดัชนีหุ้นญี่ปุ่นเริ่มสะท้อนความเชื่อมโยงกับค่าเงินเยนอย่างชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็น Nikkei 225, TOPIX Index และ TOPIX Small Index

หากดูการซื้อขายในช่วงเช้านี้ (3 ส.ค. 2026) จะพบว่าค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 155 USD/JPY (สัปดาห์ก่อนอยู่ราว 163 USD/JPY)

* TOPIX Small Index -0.90%
* Nikkei 225 Index -1.49%
* TOPIX Index -1.91%

สาเหตุหลักคือ ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น โดยเฉพาะดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มส่งออก (Export-oriented) สูง เช่น กลุ่มยานยนต์ กลุ่ม Trading Company และกลุ่มสถาบันการเงิน จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินเยนแข็งค่ามากกว่าหุ้นที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศหรือกลุ่มนำเข้า

ดังนั้น TOPIX Index ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มส่งออกค่อนข้างสูง จึงมีความอ่อนไหวต่อการแข็งค่าของเงินเยนมากกว่า Nikkei 225 และ TOPIX Small Index ครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

USDJPY เคลื่อนไหวทีไร เป็นเรื่องทุกทีท้าวความไปตั้งแต่ปี 2012…ญี่ปุ่นออกแบบให้เงินเยนอ่อนค่า มาตั้งแต่ยุคสมัยของคุณ  Shi...
01/08/2026

USDJPY เคลื่อนไหวทีไร เป็นเรื่องทุกที

ท้าวความไปตั้งแต่ปี 2012…

ญี่ปุ่นออกแบบให้เงินเยนอ่อนค่า มาตั้งแต่ยุคสมัยของคุณ Shinzo Abe ตั้งแต่นโยบายของ Abenomics ผ่านนโยบายธนู 3 ดอกเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างยาวนานหรือ Lost Decade ตั้งแต่ราวปี 2012 และการทำให้ JPY อ่อนค่าเป็นหนึ่งใน mission เพราะ JPY ณ เวลานั้นอยู่ที่ราว 78 USDJPY

เพราะบริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มส่งออก > เพิ่มกำไรให้บริษัทเอกชนแบบอ้อมๆผ่านเงินเยนที่อ่อนค่ามากขึ้น > บริษัทโตมีกำไร > ขึ้นค่าแรงพนักงาน > ขึ้นราคาสินค้า > เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น > GDP ก็กลับมาจุดติดได้อีกครั้ง
——

กว่า 14 ปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วว่าเค้าทำสำเร็จ

สามารถทำให้ประเทศหลุดจาก lost decade จนกลับมามีสภาวะเศรษฐกิจปกติ (Normalization) ได้จริง คือประเทศสามารถกลับมาขึ้นค่าแรงได้ > เงินเฟ้อกลับมายืนเหนือ 2% ได้อีกครั้ง > ค่าแรงปรับขึ้นเกิน 5% ได้ 4 ปีต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ญี่ปุ่นต้องการมาตลอดในอดีตที่ผ่านมามา และ JPY อ่อนค่าคือหนึ่งในเครื่องมือนั้น ที่มีส่วนทำให้ญี่ปุ่นกลับมา Normalization ได้อีกครั้ง
——

ตัดมาที่ปัจจุบัน JPY กำลังอ่อนค่ามากเกินไป…

JPY กำลังอ่อนค่ามากเกินไปแบบที่เข้าแทรกแซงไปหลายครั้งแทบไม่ได้ผล เหมือนเอาเงินไปทิ้ง หลายๆครั้งกระทรวงการคลังญี่ปุ่น (M*F) พยายามเข้าแทรกแซงโดยการเข้าซื้อเงินเยนเพื่อทำให้ ค่าเงินเยนแข็งค่า และแทบทุกครั้งในช่วงที่ผ่านมาแทบไม่มีผล

ถ้าสถานการณ์ของ JPY ยังอ่อนค่าต่อไปแบบนี้เรื่อยๆเช่น USDJPY อ่อนไปถึง 170/175/180 แบบนี้อาจส่งผลเสียต่อมูลค่า JPY ในระยะยาวมากกว่าผลบวก

เพราะค่าเงินเยนมีบทบาทและเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ในช่วงปกติจะค่อย ๆ อ่อนค่าทีละน้อย แต่เมื่อใดที่ JPY แข็งค่ารุนแรง ผลกระทบมักไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น แต่สามารถลุกลามไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นทั่วโลกได้ แบบที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

จุดนี้เองที่ทำให้ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่น และล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ โดย Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า “เงินเยนถูกเกินไป (Very Undervalued)” สะท้อนถึงความกังวลต่อเสถียรภาพของค่าเงินเยน และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ USDJPY ปรับตัวลงจากบริเวณ 164 มาอยู่ที่ประมาณ 157 ในปัจจุบัน

ทำให้ในช่วงนี้ JPY น่าจะเป็นหนึ่งใน Proxy สำคัญอีกตัวนึงที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดอีกครั้งในช่วงนี้ครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

ว่าด้วยเรื่อง "ส่วนต่างดอกเบี้ย" ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นช่วงคืนที่ผ่านมา จะเห็นว่าค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจากเมื่อวาน (30 ...
31/07/2026

ว่าด้วยเรื่อง "ส่วนต่างดอกเบี้ย" ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

ช่วงคืนที่ผ่านมา จะเห็นว่าค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจากเมื่อวาน (30 ก.ค. 2026) วันเดียวประมาณ 3.6% จากประมาณ 163.8 USDJPY มาอยู่ที่ 158.0 USDJPY ก่อนการประชุม BoJ ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ (31 ก.ค. 2026)

โดยปกติการแข็งค่าของเงินเยนแบบฉับพลัน มักเกิดขึ้นก่อนการประชุม BoJ อยู่เสมอ ๆ ซึ่งก็ได้เห็นในอดีตที่ผ่านมา เช่น Black Monday ในช่วงปลายปี 2024 จำได้ดีเลยครับ วันนั้น BoJ ขึ้นดอกเบี้ยแบบคาดไม่ถึงจาก 0.10% เป็น 0.25% ทำให้ JPY แข็งค่าแบบฉับพลันจากราว 150 USDJPY มาอยู่ที่ 140 USDJPY

ในปัจจุบัน ดอกเบี้ยญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.00% และคืนที่ผ่านมาเกิดการแข็งค่าของค่าเงินเยนแบบฉับพลันขึ้นมาราว 3.6% และอาจเกิดการแทรกแซงค่าเงิน (Intervention) ก่อนการประชุมนโยบายการเงินของ BoJ ที่คาดว่าจะ "คง" ดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00%

ถ้าเป็นไปตามคาดที่ 1.00% คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก อย่างที่เคยบอกทุกคนไปครับว่าตลาดไม่ชอบอะไรที่คาดการณ์ไม่ได้

แต่ถ้าผลออกมาขึ้น 25 bps สู่ 1.25% อาจเกิดหลายอย่างขึ้นมากกว่าที่เราคิด...

เดิมทีตลาดคาดว่า BoJ จะคงดอกเบี้ย ตลาดรู้กันมาสักพักแล้ว ทำให้การ carry trade จะยังคงดำเนินต่อไป และไม่ได้มีการทยอย unwind position ล่วงหน้า

ผมไม่ได้บอกว่าการ unwind carry trade ของ JPY จะกลับมาอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าโอกาส unwind position เป็น 0% เหมือนกัน

ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย แต่วันนี้จะเน้นไปที่เรื่องของส่วนต่างดอกเบี้ยของ Fed–BoJ ว่าโทนของแต่ละธนาคารกลางเป็นอย่างไร

ตอนนี้ Fed คงดอกเบี้ยไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มส่งสัญญาณว่าสามารถขึ้นดอกเบี้ย ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นต่อความแตกต่างของดอกเบี้ยระหว่าง US กับ Japan (Spread) ซึ่งอาจเปลี่ยนไปได้จากความคาดหวัง ไม่ใช่แค่เอาดอกเบี้ย Fed มาลบกับดอกเบี้ยญี่ปุ่น

ถ้า expectation ของ Fed พร้อมขึ้นดอกเบี้ย และ BoJ พร้อมขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน แบบนี้ Spread อาจไม่ได้ห่างกันมาก เพราะทั้งสองฝั่งขยับไปพร้อมกัน Gap จึงไม่ได้กว้างขึ้นมาก = แบบนี้ค่อนข้างปลอดภัย เพราะ Action ของค่าเงินทั้ง 2 ฝั่งอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

(ปัจจุบัน Gap ของ US–Japan อยู่ที่ราว 2.75% กำลังแคบลงมาเรื่อย ๆ จากช่วง Black Monday 2024 ที่ตอนนั้น Gap กว้างมากถึง 5.20% ทำให้ความเสี่ยงการ unwind carry trade จากปัจจัยนี้ก็ลดลงไปพอสมควร)

แต่ถ้าแนวโน้มของ Fed ในอนาคตพร้อมขึ้นดอกเบี้ย แต่ BoJ เอียงไปทางคงดอกเบี้ย สถานการณ์นี้ Spread อาจกว้างขึ้น (Widen Spread) = แบบนี้ปริมาณการ carry trade จะกลับมามากขึ้น เพราะกู้เงินญี่ปุ่นได้ถูกกว่า Position การทำ carry trade จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความเสี่ยงต่อตลาด Forex เริ่มสูงขึ้น หาก Spread เกิดแคบลงอย่างรวดเร็ว ก็จะกระทบตลาดหุ้นและตลาด Bond ต่อไป (ตัวอย่าง Black Monday 2024 อธิบายสถานการณ์ได้ชัด)

แต่ตอนนี้ความเสี่ยงในจุดนี้ลดลงไปมากพอสมควรแล้ว โดย Interest Rate Gap (US–Japan) ปัจจุบันลงมาอยู่ที่ราว 2.75% และ Yield Spread (US–Japan) ลงมาอยู่ที่ราว 1.86% ทำให้ปัจจุบันมีความเสี่ยงต่ำกว่าช่วง ส.ค. 2024 ที่เกิดการ Unwind Carry Trade ของ JPY ไปมากแล้วครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

รวมดัชนีหุ้น ที่ยังวิ่งเหนือ EMA 50 วัน ท่ามกลางความผันผวน ยังมีหุ้นหลายดัชนี ที่ยังแข็งแกร่งได้ แน่นอนครับว่าดัชนีเหล่า...
30/07/2026

รวมดัชนีหุ้น ที่ยังวิ่งเหนือ EMA 50 วัน

ท่ามกลางความผันผวน ยังมีหุ้นหลายดัชนี ที่ยังแข็งแกร่งได้ แน่นอนครับว่าดัชนีเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการปรับลงของกลุ่ม AI ค่อนข้างจำกัดครับ

1. 🇹🇭 SET Index
2. 🇯🇵 TOPIX Index
3. 🇨🇳 Hang Seng Index
4. 🇮🇳 NIFTY Index
5. 🇪🇺 STOXX 600 Index

ที่น่าสนใจคือดัชนีหุ้นที่ยังลอยเหนือเส้น EMA 50 วัน (สีฟ้า) ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประเทศในเอเชียเป็นหลัก ณ ปัจจุบันเช่น ไทย ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เทียบกับฝั่งสหรัฐฯ ก็จะพบว่าเช่น S&P500 กำลังมุ่งหน้าลงสู่ EMA 100 วันและ NASDAQ กำลังจะปรับลงไปถึง EMA200 วัน

#ถอดรหัสการลงทุน

🇯🇵 มุมมอง SuMi Trust AM ต่อหุ้นญี่ปุ่นครึ่งหลังปี 2026 หนึ่งใน Asset Management ระดับ Top ของญี่ปุ่นเพิ่งออกรายงานมุมมอง...
27/07/2026

🇯🇵 มุมมอง SuMi Trust AM ต่อหุ้นญี่ปุ่นครึ่งหลังปี 2026

หนึ่งใน Asset Management ระดับ Top ของญี่ปุ่นเพิ่งออกรายงานมุมมองครึ่งปีหลัง 2026

"Letter from SuMi TRUST AM - Japan Outlook for the Second Half of 2026"

สรุปออกมาได้ประมาณนี้ครับ

1️⃣ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังโต...แต่จะโตช้าลง

SuMi Trust ยังมองว่า GDP ญี่ปุ่นเป็นบวก โดยมีแรงหนุนหลักมาจาก
• ค่าแรงที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง (Spring Wage Negotiation ราว +5%)
• การลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะ AI และ Automation
• การส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI เช่น Semiconductor และ Semiconductor Equipment

แต่สิ่งที่กดดันคือ
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ค่าเงินเยนที่อ่อน
และต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
จึงมองว่าครึ่งปีหลังยังโต แต่ชะลอลงจากครึ่งปีแรก

2️⃣ เรื่องที่ต้องจับตาไม่ใช่ GDP แต่คือ Bond Yield

SuMi Trust มองว่า JGB 10Y มีโอกาสแตะ 3.0% ปัจจุบัน 2.77% สาเหตุหลักมาจาก
• ความกังวลเรื่องการใช้การคลังขยายตัวของนายก Takaichi
• เงินเฟ้อจากค่าเงินเยนอ่อน
• ความเสี่ยงที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (Behind the Curve)

3️⃣ แม้ดอกเบี้ยจะขึ้น แต่ยังมองหุ้นญี่ปุ่นเป็นบวก

SuMi Trust ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น
โดยให้เหตุผลหลัก 3 เรื่อง
• กำไรบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแรง
• Corporate Governance Reform ที่ผลักดันให้บริษัทใช้เงินสดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
• นโยบายรัฐบาลที่สนับสนุน AI, Semiconductor, Shipbuilding และ Space

พร้อมประเมินว่า
Nikkei 225 มีโอกาสอยู่ในกรอบ 67,000–77,000 จุด ณ สิ้นปี 2026

4️⃣ ค่าเงินเยนยังมีโอกาสอ่อนต่อ

รายงานมองว่า ตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ไปพอสมควรแล้วหาก Fed ส่งสัญญาณ Hawkish มากกว่าคาด
Dollar อาจแข็งค่าต่อเมื่อเทียบกับ Yen

5️⃣ ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

SuMi Trust ระบุไว้ 3 เรื่อง
• ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
• Bond Yield โลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป
• หากกำไรของบริษัท AI โตไม่ทันความคาดหวัง อาจเห็นแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มนี้

มุมมองจากถอดรหัสการลงทุน

ถ้าดูจาก Sentiment หุ้นทั่วโลกไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น หลังสงคราม US-Iran (March 2026) ที่เกิดขึ้น ภาพค่อนข้างที่จะคล้ายหลังการประกาศ Reciprocal Tariff (April 2025) คือหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นแรงทั้งหมดอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นตอนช่วงครึ่งแรกของปีเหมือนกันและช่วงครึ่งหลังก็จะวัดกันที่พื้นฐานของใครของมันแล้วว่าใครแกร่งจริง

สิ่งที่น่าสนใจของญี่ปุ่นจากรายงานฉบับนี้คือ แม้ Sumi Trust AM จะมองว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะชะลอลงเทียบกับครึ่งแรก แต่ก็ยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อตลาดหุ้น และมอง Maximum ของ NIKKEI225 ไปถึง 77,000 ส่วนตัวก็มองว่าถ้า Earnings ยังเติบโตและรองรับ Valuation ได้ก็มีโอกาสไปถึงในสิ้นปีนี้ครับ

📌 รายงานเต็ม แปะลิงก์ไว้ในคอมเมนต์ครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

(Bull Case) NIKKEI 225 Index 🇯🇵 บทความนี้จะวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค (technical anaysis) เป็นหลัก อาจมีศัพท์เทคนิคอ...
23/07/2026

(Bull Case) NIKKEI 225 Index 🇯🇵

บทความนี้จะวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค (technical anaysis) เป็นหลัก อาจมีศัพท์เทคนิคอยู่บ้าง แต่จะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดครับ

NIKKEI 225 ภาพใหญ่ยังเป็นขาขึ้นแข็งแกร่ง

ดัชนีพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในช่วงก่อนหน้า โดยพยายามเพิ่มความชันขึ้นไปเรื่อยๆ (คือมีแรงซื้อมากขึ้น ทำให้ความชันเร่งตัวขึ้น) จนราคาทะลุ Upper Channel (ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบขาขึ้น หรือกรอบคู่เส้นประสีน้ำเงิน) ขึ้นไปได้ในระยะสั้นๆ ประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะย่อลงมาเคลื่อนไหวในกรอบเดิม ทำให้ Upper Channel เดิมที่เคยทะลุไปกลับมาเป็นแนวต้านอีกครั้ง
——

แค่ Consolidation ยังไม่ใช่ Correction

ปัจจุบัน NIKKEI กำลังเคลื่อนไหวในกรอบ Bull Flag (กรอบเส้นประขาว) มีความสมมาตรในชนิดที่ว่า พักแบบเป็นระเบียบสุดๆ หากอยากเห็นการพักฐานของ NIKKEI ลองดูกราฟ 4 ชั่วโมง (4H) จะเห็นโครงสร้างการพักฐานในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้ชัดเจนมากขึ้น
ในมุมของปัจจัยพื้นฐาน ญี่ปุ่นยังไม่มีปัจจัยเฉพาะตัวใหม่ที่โดดเด่นในช่วงนี้ โดยตลาดยังขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยตัวแปรสำคัญระยะสั้นหนีไม่พ้นการประกาศผลประกอบการของ US Big Tech ที่จะเป็นตัว Unlock สำคัญ ที่จะทำให้ NIKKEI พักฐานจบ หรือยังต้องลงต่อ
——

Bull Case มอง NIKKEI อย่างน้อยไปถึง "80,000 จุด"

หากดูพฤติกรรมของ NIKKEI ในช่วงประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลังพักฐานเสร็จ ดัชนีมักปรับตัวขึ้นอย่างน้อยประมาณ 1.618–2.618 เท่า (Fibonacci Extension) ของการพักฐานในรอบนั้น ๆ

โดยมี 3 เงื่อนไขสำคัญคือ
1. 62,668 เป็น Low ของรอบนี้จริง
(ต้องยืนยันจากข้อ 2. และ 3. ปัจจุบันยังยืนยันไม่ได้)
2. NIKKEI Breakout (ราคาทะลุแนวต้าน) ทะลุกรอบ Bull Flag (พยายามทดสอบมาแล้ว 7 ครั้ง)
3. NIKKEI Breakout ทะลุ Uptrend Channel (พยายามทดสอบมาแล้ว 1 ครั้ง)

หากทั้ง 3 เงื่อนไขนี้เกิดขึ้นในระยะสั้น (1-2 เดือน) มีโอกาสสูงที่ NIKKEI จะกลับไปทำ All-Time High ใหม่ และทดสอบ 80,000 จุด ได้เป็นอย่างน้อยจากการสะสมฐานตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

#ถอดรหัสการลงทุน

ตลาดไม่ได้กลัวสงคราม… แต่กลัวความไม่แน่นอนใครที่คิดว่าปี 2026 เป็นปีที่การลงทุนผันผวนมากๆ ความจริงอาจยังผันผวนได้อีกครับ...
22/07/2026

ตลาดไม่ได้กลัวสงคราม… แต่กลัวความไม่แน่นอน

ใครที่คิดว่าปี 2026 เป็นปีที่การลงทุนผันผวนมากๆ ความจริงอาจยังผันผวนได้อีกครับ เพราะในช่วงปี 2024–2025 เราเจอ VIX Index ที่ขึ้นแบบสุดขั้ว ในระดับที่ทะลุ 60 จุด 2 ปีซ้อน เทียบจากสภาวะการลงทุนแบบสงบสุขที่เฉลี่ยประมาณ 15–25 จุด ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 17 จุด

จริงอยู่ที่ปีนี้เราเจอสงคราม US-Iran แต่ VIX Index ก็ขึ้นไปเพียง 30 จุดเท่านั้นในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา

แต่มุกเดิมๆเริ่มใช้ไม่ได้ผลกับตลาด
แม้ Trump จะยังถล่มอิหร่าน แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นก็น้อยลงเรื่อยๆ

อะไรก็ตามที่ตลาด "คาดไม่ถึง" มักรุนแรงเสมอ

ตัวอย่างที่ตลาดปรับลงอย่างรุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
โดยจะพลอต ACWI ETF (ตัวแทนหุ้นทั้งโลก- สีน้ำเงิน)
VIX Index (สีแดง)
Brent (ราคาน้ำมันดิบ - สีส้ม) เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นโลก เมื่อเกิดความผันผวนที่สะท้อนผ่าน VIX Index รวมถึงราคาน้ำมันดิบ(Brent) ที่สะท้อนความผันผวนชัด โดยเฉพาะภาวะสงคราม 

2024 - ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยแบบคาดไม่ถึง ส่งผลให้เกิดการ Unwind ของ Yen Carry Trade นักลงทุนที่เคยกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ต้องเร่งปิดสถานะ ขายสินทรัพย์และซื้อคืนเงินเยนเพื่อชำระหนี้ทำให้ JPY แข็งค่าฉับพลัน ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงแรง และ VIX Index พุ่งขึ้นเหนือ 65 จุด

2025 - Reciprocal Tariff ของ Trump เป็นนโยบายที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะกล้าขึ้นภาษีกับทั้งโลก กระทบทั้ง Supply Chain และต้นทุนใหม่ของภาคธุรกิจทั่วโลก ตลาดเข้าสู่ภาวะหวาดกลัวสุดขีด VIX Index พุ่งขึ้นเหนือ 60 จุด

ตัดมาที่ปัจจุบัน ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ไหน แม้แต่สงครามที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ที่จะทำให้ตลาดตกใจได้เท่ากับปี 2024–2025 เพราะฉะนั้น ปีนี้ถือว่าเหตุการณ์หนักๆ ยังน้อย และเบากว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลัก ๆ ก็จะมีเรื่องการเทขายในกลุ่ม AI,กลุ่ม Big Tech, และ Trump เปิด-ปิดช่องแคบ Hormuz

ถามว่า อะไรจะเขย่าตลาดรอบใหม่ ได้แบบทีผ่านๆมา?

ต้องเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก(uncertainty) และรุนแรงพอที่จะเขย่าความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ได้ ซึ่งสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่กระทบต่อต้นทุน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค หรือกระทบต่อรายได้ของบริษัทในวงกว้าง (Tariff, inflation, GDP Growth, unemployment, etc.)

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อคาดเดาว่า VIX Index จะพุ่งทะลุ 30 จุด 50 จุด หรือ 60 จุด อีกเมื่อไหร่ หรือจะมีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นตอนไหน

แต่สิ่งที่เห็นมาตลอดคือ... หุ้นยังทำ New High ได้เสมอ ตลาดยังทำหน้าที่สร้างความผันผวนและความกลัวขึ้นมาต่อไป ตราบใดที่ตลาดทุนยังขับเคลื่อนด้วยความโลภ ความกลัว ความคาดหวัง ผลประโยชน์ ฯลฯ

#ถอดรหัสการลงทุน

จงกั๋ว - ไท่กั๋ว กอดคอเขียว 🇨🇳🇹🇭ตลาดหุ้นจีนทั้ง Hong Kong (H-Share), หุ้นจีน Mainland (A-Share) และหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นท่...
20/07/2026

จงกั๋ว - ไท่กั๋ว กอดคอเขียว 🇨🇳🇹🇭

ตลาดหุ้นจีนทั้ง Hong Kong (H-Share), หุ้นจีน Mainland (A-Share) และหุ้นไทย ปรับตัวขึ้นท่ามกลางการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และการโจมตีระหว่าง US-Iran ที่กลับมาอีกครั้ง

โดยดัชนีทั้ง 2 ประเทศโชว์ความแข็งแกร่งแบบไม่เกรงใจใคร ฝั่งหุ้นจีนนำโดย Hang Seng Index (H-share) และ CSI 300 (A-Share) รับนโยบาย AI ของจีนที่เปิดความร่วมมือรอบใหม่ รวมถึงการประกาศเข้าซื้อหุ้นของกองทุนภาครัฐฯ

ดัชนี CSI 300 ของฝั่ง A-Share ประกอบไปด้วยสัดส่วนกลุ่ม Technology มากที่สุดกว่า 28.6%*

Hang Seng Index มีสัดส่วนกลุ่ม Financials 40.89%*และ Technology 25.93%* ทำให้นโยบายดังกล่าวมีผลเชิงบวกต่อทั้ง 2 ดัชนี

ฝั่งหุ้นไทยนำโดย SET Index ที่ยังคงเขียวต่อเนื่อง จากผลประกอบการของกลุ่ม Financial Services/Banks ที่ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองของไทย และการอ่อนค่าของเงินบาทเหนือ 33.65 USDTHB อ่อนค่าที่สุดในรอบ 14 เดือน เป็นปัจจัยบวกหนุนหุ้นกลุ่มส่งออกของไทย

*ChinaAMC ETF as of 17-07-2026

#ถอดรหัสการลงทุน

ที่อยู่

Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pae Suphasit - ถอดรหัสการลงทุนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์