Pae Suphasit - ถอดรหัสการลงทุน

Pae Suphasit - ถอดรหัสการลงทุน ถอดรหัสการลงทุน
มุมมองที่ช่วยให้คุณ “คิดก่อนตลาด”
Investment Strategy
Investment Advisory

⟳ Sector Rotation หรือ AI แค่พักฐาน?หากดูการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Value และ Growth ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ...
06/07/2026

⟳ Sector Rotation หรือ AI แค่พักฐาน?

หากดูการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Value และ Growth ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นภาพที่น่าสนใจครับ โดยจะใช้ S&P 500 Value (SVX) มาเทียบกับ S&P 500 Growth (SGX)

จากกราฟจะเห็นว่า S&P 500 Value กำลังทำ New High ขณะที่ S&P 500 Growth ในระยะสั้นเริ่มพักฐาน และเริ่มเห็นสัญญาณของการทำ Lower High

หากลงไปดูองค์ประกอบของแต่ละดัชนี จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดเจนดังนี้ครับ

S&P 500 Value มีสัดส่วนหุ้นในกลุ่ม Financials (18%*) และ Retail Trade (10%*) รวมกันกว่า 28%* ทำให้เราได้เห็นหุ้นนอกเหนือจากกลุ่ม Tech อย่าง Walmart, UnitedHealth, Home Depot และ Bank of America ติดอยู่ใน Top 10 Holdings*

ในขณะที่ S&P 500 Growth มี Top 5 Holdings รวมกันคิดเป็นกว่า 40%* ของทั้งดัชนี และมีสัดส่วน Electronic Technology (38%*) และ Technology Services (28%*) รวมกันสูงถึง 66%*

สาเหตุสำคัญในระยะสั้นยังมาจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่ม Semiconductor และ AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า

ในทางกลับกัน ดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้นในกลุ่ม Financials, Retail Trade, Industrials หรือกลุ่ม Defensive มากกว่า กลับมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่อง และในบางกลุ่มยังสามารถทยอยทำ New High ได้

จึงเริ่มเห็นภาพของ Sector Rotation หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินจากหุ้นกลุ่ม Growth บางส่วน ไปยังหุ้น Value มากขึ้นในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม ภาพนี้ไม่ได้หมายความว่า AI is dead หรือหุ้น Growth จบรอบแล้ว แต่สะท้อนให้เห็นว่า ในระยะสั้นตลาดกำลังเริ่มหมุนเวียนผู้นำของแต่ละอุตสาหกรรมมากขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว แม้อยู่ในตลาดขาขึ้น เม็ดเงินก็ไม่ได้ไหลเข้าทุกกลุ่มพร้อมกัน แต่จะเลือก Winners ในแต่ละช่วงเวลา โดยหมุนเวียนไปตามพื้นฐาน, ความคาดหวังของตลาด, ผลประกอบการ และจังหวะของแต่ละอุตสาหกรรมครับ

*Source: IVW ETF & IVE ETF as of July 2, 2026

#ถอดรหัสการลงทุน

🇹🇭 หุ้นไทย +42% ใน 1 ปี ใครคือเดอะแบก?ในวันที่ SET Index ทะลุ 1,600 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และสามารถเอาชนะดัชนีหุ้...
04/07/2026

🇹🇭 หุ้นไทย +42% ใน 1 ปี ใครคือเดอะแบก?

ในวันที่ SET Index ทะลุ 1,600 จุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และสามารถเอาชนะดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P500 และ NASDAQ100 ได้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

1 ปีที่ผ่านมา*
SET Index +42.94%
NASDAQ100 +28.26%
S&P500 +19.17%

เลยอยากพาทุกคนมาดูครับว่าช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีอุตสาหกรรมไหนเป็นเดอะแบก SET Index กันบ้าง
โดย SET Index จะแบ่งเป็น 8 อุตสาหกรรมหลัก คือ

1. AGRO (เกษตรและอุตสาหกรรม)
2. CONSUMP (สินค้าอุปโภคและบริโภค)
3. FINCIAL (ธุรกิจการเงิน)
4. INDUS (สินค้าอุตสาหกรรม)
5. PROPCON (อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
6. RESOURC (ทรัพยากร)
7. SERVICE (บริการ)
8. TECH (เทคโนโลยี)

จากรูป SET Index (สีฟ้า) บวกกับ 8 กลุ่มอุตสาหกรรมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเส้นเขียวบนสุดคือ TECH (SET Technology Industry Group Index) +100.74% ซึ่งแน่นอนคือกลุ่ม Electronic ที่ประกอบไปด้วยพี่ใหญ่สุดอย่าง DELTA ที่มีสัดส่วนใน SET Index ไปแล้วมากถึง 20% ยังไม่นับรวมหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับขึ้นมาแรงไม่แพ้กัน

เดอะแบกรองลงมาคือกลุ่ม FINCIAL (SET Financials Industry Group Index) +43.39% ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มธนาคาร เงินทุนและหลักทรัพย์ และประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ที่ปรับตัวขึ้นมาโดดเด่น โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จนสร้างผลตอบแทนชนะ SET Index ได้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้จะเห็นว่ายังมีกลุ่มที่ปรับขึ้นได้น้อยเมื่อเทียบกับ SET Index เช่น อุตสาหกรรม CONSUMP และ AGRO ที่ 1 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นราว 5-8% ซึ่งถือว่าน้อยหากเทียบกับ SET Index ที่ +42.94%

เชื่อว่านักลงทุนไทยหลายๆ คนที่ถือหุ้นไทยมานาน น่าจะมีโอกาสได้หลุดดอย และมีกำไรกันไม่มากก็น้อยแล้วในตอนนี้ โดยเฉพาะใครที่สะสมหุ้นไทยหนักๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาครับ

*as of 3 July 2026
#ถอดรหัสการลงทุน

🇯🇵 New NISA ของญี่ปุ่น ครบ 2 ปี ได้ผลแค่ไหน? รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดตัวบัญชี New NISA เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2024 จนถึงสิ้นปี 20...
03/07/2026

🇯🇵 New NISA ของญี่ปุ่น ครบ 2 ปี ได้ผลแค่ไหน?

รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดตัวบัญชี New NISA เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2024 จนถึงสิ้นปี 2025 มีคนเปิดบัญชีแล้วรวมกว่า 28.26 ล้านบัญชีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีบัญชีเพิ่มขึ้นกว่า 2.67 ล้านบัญชี (+10.43% YoY)

-----

อธิบายบัญชี New Nisa ญี่ปุ่นแบบง่ายๆ
(เริ่มต้นใช้งานตั้งแต่ 1 ม.ค. 2024)

New NISA (บัญชีลงทุนปลอดภาษีของญี่ปุ่น) แบ่งวงเงินการลงทุนออกเป็น 2 ประเภทหลักซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่สามารถลงทุนควบคู่กันได้ ดังนี้ครับ

1. Tsumitate Quota (บัญชีแบบสะสม)
เป้าหมาย: เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Dollar-Cost Averaging (DCA)

สินทรัพย์ที่ลงทุน: กองทุนรวมและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์ของโครงการ

วงเงินลงทุน: สูงสุด 1.2 ล้านเยนต่อปี


2. Growth Quota (บัญชีแบบเติบโต)
เป้าหมาย: เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

สินทรัพย์ที่ลงทุน: ลงทุนได้ทั้งกองทุนรวม, หุ้นรายตัวในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น (Japan Stocks) และ ETF ต่างๆ

วงเงินลงทุน: สูงสุด 2.4 ล้านเยนต่อปี

รวมวงเงินลงทุนสูงสุด 3.6 ล้านเยนต่อปี

วงเงินถือครองปลอดภาษีตลอดชีพ (Lifetime Limit)

รวมสูงสุด 18 ล้านเยน
แบ่งเป็น Tsumitate 6 ล้านเยน
และ Growth 12 ล้านเยน


-----

รัฐบาลญี่ปุ่นถือว่าทำสำเร็จในการทำให้เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องของคนทั่วไป คือ
1. การใช้งานบัญชี New Nisa ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในคนรวยเท่านั้น
เพราะ 65.8% ของผู้ใช้งาน New NISA มีรายได้ต่ำกว่า 5 ล้านเยนต่อปี

2. 77% ของผู้ใช้ไม่ได้เป็นคนที่มีพื้นฐานเรื่องการเงินมาก่อน

3. คนรุ่นใหม่มีความรู้พื้นฐานด้านการเงินมากกว่าคนวัยทำงานรุ่นเก่า
เนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นเริ่มจริงจังต่อการสอนเรื่องการเงินการลงทุนมากขึ้นในช่วงหลัง

4. บัญชีการลงทุนสะสมระยะยาว (DCA)/ Tsumitate Investment
คนญี่ปุ่นมีพฤติกรรมเน้นลงทุนกระจายไปใน Global Equity มากขึ้น เช่น MSCI ACWI, FTSE All World มากกว่า 37.9%

5. บัญชี Growth Investment ยังเน้นลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นรายตัว
กว่า 48.2% ของเงินลงทุนในบัญชี Growth ยังอยู่ในหุ้นรายตัวของญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากบัญชี Tsumitate อย่างชัดเจน

6. พฤติกรรมลงทุนส่วนใหญ่ยังเน้น "Hold"
ราว 64.5% ของบัญชี Tsumitate ยังไม่เคยขาย
ราว 56.4% ของบัญชี Growth ยังไม่เคยขาย
(สัดส่วน Hold เริ่มลดลงเทียบกับปีก่อน แต่โดยรวมคนส่วนใหญ่ยังคงถือยาวซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ NISA)

7. นักลงทุนส่วนใหญ่มี "กำไร"
บัญชี Tsumitate กว่า 64.9% มีกำไร มีเพียง 1.6% ที่ขาดทุน
บัญชี Growth กว่า 61.7% มีกำไร มีเพียง 4.0% ที่ขาดทุน

-----

จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าผู้ใช้ New NISA มาจากทุกระดับรายได้ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้มีรายได้สูง และผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการเงินมาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการผลักดันให้ประชาชน "ลงทุน" มากกว่าการ "ออม" เพียงอย่างเดียว

ปัจจุบันพฤติกรรมของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการลงทุนในต่างประเทศ การลงทุนระยะยาว และการถือครองสินทรัพย์มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

-----

TISA ของไทยเราจะเวิร์คไหม?

กลับมาที่บ้านเราบ้างครับ บัญชี TISA ที่คาดว่าจะได้เห็นในปีนี้ (2026) ซึ่งหากทำได้จริงมองว่าน่าจะช่วยให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้มากขึ้น โดยรวมมองว่าส่งผลดีไม่ใช่แค่ต่อทั้งนักลงทุน หรือผู้ใช้ TISA ในไทย แต่รวมไปถึง บริษัทจดทะเบียนในไทย สภาพคล่องของตลาดหุ้นไทย ที่น่าจะได้อานิสงค์จากเม็ดเงิน DCA ของคนไทยจากโครงการนี้มากขึ้นไม่มากก็น้อยครับ แต่เรื่องนโยบายขอบเขตการลงทุนของ TISA ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าลงทุนได้เฉพาะกองทุนรวม หรือซื้อหุ้นตรงได้ เหมือนกับบัญชี Tsumitate และ Growth ของญี่ปุ่นไหม ซึ่งถ้าลดหย่อนภาษีได้ทั้งกองทุนรวมและหุ้นรายตัว คิดว่าน่าจะสร้างเม็ดเงินไหลกลับเข้าบ้านเราได้มากพอสมควรในระยะยาวเลยครับ

Source : Fin Wing by NOMURA : Overview of New NISA Users as of January 2026

#ถอดรหัสการลงทุน

🇯🇵Nikkei 225’s 20 day EMA Still Working!!ดัชนี หรือ หุ้นที่เป็นขาขึ้นแข็งแกร่ง มัก Rally อยู่บนเส้นค่าเฉลี่ย EMA 20 วัน ...
01/07/2026

🇯🇵Nikkei 225’s 20 day EMA Still Working!!

ดัชนี หรือ หุ้นที่เป็นขาขึ้นแข็งแกร่ง มัก Rally อยู่บนเส้นค่าเฉลี่ย EMA 20 วัน (เส้นสีเขียว)

โดยจะเห็นว่าดัชนี Nikkei 225 ยังคงแข็งแกร่ง เมื่อพักฐานลงมาเพียงเล็กน้อยมักจะมีแรงซื้อดันกลับขึ้นมาเสมอ

ซึ่งเป็นสะท้อนความแข็งแกร่งของดัชนี/ธีมนั้นๆได้เป็นอย่างดีโดยนอกเหนือจาก Nikkei225 แล้ว จะมีหุ้นเกาหลี (KOSPI), กลุ่ม Memory เช่น DRAM หรือ ธีม AI ฯลฯ ที่ยัง Rally อยู่เหนือ EMA 20 วันครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

🇯🇵 ค่าเงินเยน อ่อนไม่ไหว อ่อนไม่ไหว!!ค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 39 ปี ทะลุระดับ 162 USDJPYมอง 3 ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงิน...
30/06/2026

🇯🇵 ค่าเงินเยน อ่อนไม่ไหว อ่อนไม่ไหว!!

ค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 39 ปี ทะลุระดับ 162 USDJPY

มอง 3 ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินเยน มีดังนี้ครับ

1. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นยังสูง
ปัจจุบันดอกเบี้ยสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.50%-3.75% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.00% ทำให้ส่วนต่างยังสูงราว 2.50%-2.75%

2. มุมมองต่อนโยบาย FED เปลี่ยนเป็น Hawkish
เพียง 1-2 เดือนก่อน ตลาดยังพูดถึงการลดดอกเบี้ย แต่หลังการประชุม FED ล่าสุด ตลาดกลับมาคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจขึ้นสู่ 3.75%-4.00% เป็นอย่างน้อย

3. ตลาดยังไม่เชื่อว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง
แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ตลาดยังมองว่าแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นไม่ชัดเจนเท่ากับฝั่งสหรัฐฯ

ประกอบกับการแทรกแซงค่าเงินยังไม่เห็นผล โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นใช้เงินกว่า 11.7 ล้านล้านเยน ช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. 2026 เพื่อพยุงค่าเงินเยน แต่ยังไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าได้

โดยรวม ตลาดยังให้น้ำหนักว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับขึ้นมากกว่าญี่ปุ่น ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มกว้างขึ้น

ตราบใดที่ส่วนต่างดอกเบี้ยยังไม่แคบลง ค่าเงินเยนก็ยังมีโอกาสอ่อนค่าต่อ ตามที่เราเห็นในปัจจุบันครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

🇯🇵 เมื่อ Toyota ไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกต่อไปToyota เคยมีมูลค่าตลาด (market capitalization) ใหญ่ที่สุดในญี่...
29/06/2026

🇯🇵 เมื่อ Toyota ไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกต่อไป

Toyota เคยมีมูลค่าตลาด (market capitalization) ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นสูงสุดกว่า $345bn ในปี 2024 แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือราว $203bn หรือคิดเป็นมูลค่าหายไปแล้วราว 41% ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันจะพบว่า 4 บริษัทที่แซงขึ้นมา

3 บริษัทเป็นบริษัท Semiconductor และ Technology ที่ได้ประโยชน์จาก AI เต็มๆคือ 1. KIOXIA 2. Tokyo Electron 3. SoftBank

1 บริษัท คือกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และใหญ่ติดอันดับ Top 5 ของสถาบันการเงินโลก คือ Mitsubishi UFJ

ซึ่งทั้ง 4 บริษัทนี้มีมูลค่าตลาดแซงพี่ใหญ่ อย่าง TOYOTA ที่เคยเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 20 ปี

สิ่งที่เห็นชัดคือทุกๆวัฏจักร ทุกๆรอบของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ หุ้นที่เคยเป็นอันดับต้นๆ ไม่ใช่เพียงแค่ญี่ปุ่น แต่รวมถึงหุ้นทั่วโลก ก็จะมีหุ้นหน้าใหม่ๆ อุตสาหกรรม New S-curve ใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่เสมอๆครับ

Source: Companiesmarketcap

#ถอดรหัสการลงทุน

🍣 ในวันที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นพักฐาน หุ้นบางกลุ่มยังปรับขึ้นได้ดีดัชนีหุ้นญี่ปุ่นหลักๆ เช่น NIKKEI 225 และ TOPIX เริ่มพักฐาน...
29/06/2026

🍣 ในวันที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นพักฐาน หุ้นบางกลุ่มยังปรับขึ้นได้ดี

ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นหลักๆ เช่น NIKKEI 225 และ TOPIX เริ่มพักฐาน หลังหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม Semi และ Tech ในเอเชียเริ่มพักฐาน

แต่จะพบว่ากลุ่มค้าปลีก (Retail Trade) ยังแข็งแกร่ง โดยเชื่อว่าหากพูดชื่อแบรนด์หรือชื่อร้าน หลายๆ คนคงรู้จักกันดี เช่น UNIQLO, SUSHIRO, MUJI หรือร้านขายยา Matsukiyo

กลุ่มหุ้นในดัชนี TOPIX-17 Retail Trade ประกอบไปด้วยหุ้นหลักๆ เช่น

FAST RETAILING (27.6% ของดัชนี*)
แบรนด์ดัง เช่น UNIQLO และ GU

Seven & I Holdings (10.2% ของดัชนี*)
เจ้าของ 7-Eleven ญี่ปุ่น และ Ito-Yokado

AEON (7.4% ของดัชนี*)
ห้างค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น

Ryohin Keikaku (3.7% ของดัชนี*)
เจ้าของ MUJI ซึ่งมีทั้งเสื้อผ้า อาหาร รวมถึงธุรกิจโรงแรม

Isetan Mitsukoshi (3.1% ของดัชนี*)
ห้างสรรพสินค้าระดับ Top ของญี่ปุ่น

Food & Life Companies (2.7% ของดัชนี*)
เจ้าของ SUSHIRO แบรนด์ซูชิสายพานที่มีสาขาทั่วโลก

MatsukiyoCocokara & Co. (2.0% ของดัชนี*)
ร้านขายยาและ Drugstore ชื่อดังที่มีทั้ง Skincare ยา และอาหารเสริมต่างๆ

กลุ่ม TOPIX Retail Trade เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้ดัชนีหลักจะมีการพักฐาน แต่ในกลุ่ม Sector ย่อยๆ ยังมีการปรับขึ้น-ลงสลับกันไปตามการหมุนของเม็ดเงินในตลาดครับ

*NEXT FUNDS TOPIX 17 Retail Trade as of 25 June 2026

#ถอดรหัสการลงทุน

🇹🇭สถิติหุ้นไทย หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.10 รอบการเลือกผู้ว่ากทม. ที่ผ่านมา ใช้เวลารวมกันกว่า 40 ปี มาดูกันครับว่าแต่ละยุ...
28/06/2026

🇹🇭สถิติหุ้นไทย หลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

10 รอบการเลือกผู้ว่ากทม. ที่ผ่านมา ใช้เวลารวมกันกว่า 40 ปี มาดูกันครับว่าแต่ละยุคแต่ละสมัย หุ้นไทยเป็นยังไงกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า impact อาจจะไม่ได้มีผลมากเท่าการเลือก นายกรัฐมนตรี แต่อยาก plot ให้ทุกคนดูกันครับว่า สถิติหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีอะไรน่าสนใจไหม

โดยจะเริ่มต้นจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันครับ

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 10
พ.ต.จำลอง ศรีเมือง
กลุ่มรวมพลัง (พ.ศ. 2528)
SET ณ วันเลือกตั้ง 143 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ -0.64%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน -4.80%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี +27.59%

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 10
พ.ต.จำลอง ศรีเมือง (สมัยที่2)
พรรคพลังธรรม (พ.ศ.2533)
SET ณ วันเลือกตั้ง 919 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ -2.33%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน -10.46%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี -35.19%

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 11
กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา
พรรคพลังธรรม (พ.ศ.2535)
SET ณ วันเลือกตั้ง 823 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ -3.41%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน -18.84%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี +8.25%

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 12
พิจิตต รัตตกุล
กลุ่มมดงาน (พ.ศ.2539)
SET ณ วันเลือกตั้ง 1,312 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ -2.16%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน -5.54%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี -56.83%
⚠️ เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 13
สมัคร สุนทรเวช
พรรคประชากรไทย (พ.ศ.2543)
SET ณ วันเลือกตั้ง 306 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ -4.60%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน +2.29%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี +1.28%

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 14
อภิรักษ์ โกษะโยธิน
พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ.2547)
SET ณ วันเลือกตั้ง 620 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ +1.44%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน +4.30%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี +11.48%

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ.2552)
SET ณ วันเลือกตั้ง 459 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ -5.20%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน -3.46%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี +62.71%
❇️ ฟื้นตัวหลัง Subprime Crisis

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 16
พลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง
แต่งตั้งโดย คสช. (พ.ศ.2559)
SET ณ วันแต่งตั้ง 1,478 จุด
หลังแต่งตั้ง 1 สัปดาห์ +1.96%
หลังแต่งตั้ง 1 เดือน -0.25%
หลังแต่งตั้ง 1 ปี +15.57%

ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
อิสระ (พ.ศ.2565)
SET ณ วันเลือกตั้ง 1,623 จุด
หลังเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ +0.97%
หลังเลือกตั้ง 1 เดือน -3.93%
หลังเลือกตั้ง 1 ปี -5.77%

Insight ที่น่าสนใจในระยะสั้นและระยะยาว
➡️ ระยะสั้น 1 สัปดาห์และ 1 เดือน : หุ้นไทยมักปรับลงหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ เกือบทุกรอบ

➡️ระยะยาว 1 ปี ขึ้นไป : ตลาดหุ้นมักขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านมหภาคของโลกมากกว่าปัจจัยภายในเช่น ปี 2540 โดน Tom Yum Kung -56% และปี 2552 ฟื้นตัวแรง +62% หลังวิกฤต Subprime

เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาเฉพาะด้านผลตอบแทนของหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างเดียว ตัวเลขอาจสะท้อนว่าการเลือกตั้งแทบไม่มีผลต่อทิศทางหุ้นไทยในระยะยาวมากเท่าไหร่ เพราะปัจจัยภายนอก เช่นราคาพลังงานโลก อัตราดอกเบี้ย การส่งออก-นำเข้า การทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน ฯลฯ ยังเป็นตัวกำหนดทิศทาง SET Index อย่างมีนัยยะสำคัญมากกว่าครับ

Source : TradingView, Wikipedia

#ถอดรหัสการลงทุน
#เลือกตั้งผู้ว่า

Nikkei Keeps Rallying 🇯🇵ในครั้งนี้ผมจะใช้ Indicator ทางเทคนิคที่เรียบง่าย แต่สะท้อนแนวโน้มได้ดีคือ EMA (Exponential Movi...
25/06/2026

Nikkei Keeps Rallying 🇯🇵

ในครั้งนี้ผมจะใช้ Indicator ทางเทคนิคที่เรียบง่าย แต่สะท้อนแนวโน้มได้ดีคือ EMA (Exponential Moving Average) หรือเส้นค่าเฉลี่ยที่ให้น้ำหนักกับราคาปัจจุบันมากกว่าราคาในอดีต

จากกราฟจะเห็นว่า หลังจากดัชนี Nikkei 225 ทะลุระดับ 55,000 จุด ขึ้นมาหลังช่วงสงคราม ก็ปรับขึ้นมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

แม้จะมีจังหวะพักฐานบ้าง แต่การย่อตัวส่วนใหญ่จะลงมาเพียงบริเวณ EMA 20 วัน (เส้นสีเขียว) เท่านั้น และแทบไม่ลงไปทดสอบ EMA 50 วันเลย

ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะ EMA เพียงปัจจัยเดียว จะเห็นได้ว่า Nikkei 225 ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งมาก และยังเคลื่อนตัวเหนือ EMA 20 วันได้อย่างต่อเนื่อง

ปล. หากนำปัจจัยอื่นเข้ามาพิจารณา (Multi-factors) ร่วมด้วย เช่น RSI, Price Pattern หรือ Trend Line อาจได้มุมมองที่แตกต่างกันออกไปครับ

#ถอดรหัสการลงทุน

Dollar is (Really) Back?การแข็งค่าของ Dollar มีปัจจัยด้านมหภาคเข้ามาหนุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจก...
24/06/2026

Dollar is (Really) Back?

การแข็งค่าของ Dollar มีปัจจัยด้านมหภาคเข้ามาหนุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง

เพราะฉะนั้นผมมองว่าภาพการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 อาจแตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรกพอสมควร

ครึ่งปีแรก 2026
- Trump ยังพูดกดดันเรื่องการลดดอกเบี้ย
- ดอกเบี้ยสหรัฐฯ อยู่แช่ในช่วง 3.50%-3.75%
- Dollar Index อ่อนค่าลงไปแถว 97-98 จุด (ต่ำสุด 95.6)
- หุ้น Tech โดยเฉพาะกลุ่ม AI เป็นตัวนำตลาด
- ทองคำขึ้นไปทำจุดสูงสุดเหนือ 5,600

ครึ่งหลัง 2026
ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ แต่ตอนนี้
- Dollar Index กลับมาแข็งค่าทะลุ 101 จุดแล้ว
- ตลาดเลิกพูดถึงการลดดอกเบี้ย
- แต่ตลาดกลับมาพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ยแทน
ไม่ว่าจะเป็นการขึ้น 1 ครั้งตามมุมมองของประธาน FED
หรือ 3 ครั้งตามที่ Bank of America คาดการณ์
- ทองคำที่ใกล้จะหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 4,000

-----

สำหรับผม สัญญาณนี้ไม่ได้สะท้อนแค่เศรษฐกิจ/ดอกเบี้ยสหรัฐฯ เท่านั้น แต่กำลังสะท้อนแนวโน้มของเศรษฐกิจทั่วโลกที่อาจเปลี่ยนไปจากครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งต้นทุนการกู้ยืมที่เริ่มสูงขึ้น, เงินเฟ้อที่อาจเริ่มส่งผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจจริงมากขึ้น, และการเข้ามาทำงานของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน FED คนใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

แม้ผมเองจะอยู่ในฝั่งที่ไม่ค่อยเชื่อมั่นในเงินกระดาษ(จากผลของการพิมพ์เงินหรือ QE ของธนาคารกลาง) แต่ในระยะสั้นผมคิดว่า Dollar ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกควรต้องจับตา

เพราะหลายสินทรัพย์ยังผูกอยู่กับ Dollar ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมเช่น
หุ้นทั้งโลกกว่า 60-70% ยังเป็นหุ้นสหรัฐฯ หมายความว่าสกุลเงินที่ยังใช้ลงทุน/เทรดหุ้นกว่า 60-70% ยังใช้ Dollar,Bitcoin (BTCUSD), ทองคำ (XAUUSD), น้ำมันดิบรวมถึงสินทรัพย์ทั่วโลกที่ยังต้องอ้างอิง Dollar เป็นหลัก

-----

การที่ Dollar Index กลับมาแข็งค่าและทะลุ 100 จุดได้ค่อนข้างแข็งแรง ซึ่งทำให้ผมนึกถึงคุณพิชัย จาวลา เป็นคนแรกๆเพราะคุณพิชัยเคยพูดถึงการขึ้นรอบใหญ่ของดอลลาร์มาตั้งแต่ช่วงปีก่อน

แต่แน่นอนว่าผมไม่ได้หมายความว่า Dollar Index จะขึ้นไปทันที 110 จุดในทันที หรือแข็งค่าต่ออีก 10% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้แต่หาก Dollar แข็งค่ามากกว่าที่ตลาดคาด อาจหมายถึงภาวะ Risk-Off ที่นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงแล้วกลับมาถือ Dollar มากขึ้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้น ทองคำ และ Bitcoin ได้มากพอสมควร

และหากเป็นเช่นนั้นจริง ภาพการลงทุนของครึ่งหลังของปี 2026 อาจไม่เหมือนครึ่งปีแรกเลยก็ได้

ส่วน Best Case ที่ผมมองไว้ คือ FED ขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง สู่ระดับ 3.75%-4.00% ซึ่งยังเป็นระดับที่ตลาดหุ้นน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นไปต่อได้

#ถอดรหัสการลงทุน

ที่อยู่

Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Pae Suphasit - ถอดรหัสการลงทุนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์