WealthMaker ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก WealthMaker, นักวางแผนทางการเงิน, Bangkok.

13/01/2023

วางแผนการเงินองค์รวม
เราอยากให้คนไทยทุกคนได้วางแผนฯ

28/09/2022

แบงค์ชาติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เพื่อชลอเงินลงทุนไหลออก

28/09/2022

ว่าจะทำ Excel คำนวนหาจุดคุ้มทุนรถไฟฟ้า แบบคิดอิสระได้หลายๆปัจจัย มีคนสนใจไหม?

28/09/2022

เรื่องของเงินเฟ้อ ไม่ใช้เล็กนะจ๊ะ เพราะมีผลต่อผลตอนแทนและอำนาจการใช้จ่ายของเรานะครับ

21/09/2022

หลายๆคนไม่รู้ว่าตัวเองเงินเหลือ หรือ เงินขาด!!!!!
จนกระทั่งจบเดือน หรือเงินหมดแล้ว การรู้รายได้ รายจ่ายของเรา จะทำให้รู้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราว่า เราใช้ไปกับอะไรบ้าง เป็นที่จำเป็นหรือไม่ หรือเพราะซื้อเพียงเพราะของมันต้องมี
ถ้าเราลองทำงบแล้วเรารู้ค่าใช้จ่ายผันแปรมันมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือนแต่ละปี และเราควรซื้อตอนไหน เพื่อให้เราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการได้

ลองทำดูครับ เริ่มต้นง่ายๆ ก็ช่วยให้เพื่อนๆวางแผนทางการเงินได้ครับ

#วางแผนการเงิน

11/07/2022

😳🤯ช่วงนี้แอดมินหมุกหมุนเรื่องรถไฟฟ้า
เนื่องจากราคาของน้ำมันมันสูง
(วันที่ 10/07/2022 ลดมาแล้ว)
เวลาจะวิ่งไปงานต่างๆ ก็เปลืองจนระแวง

🧐แอดเลยลองทำ excel เทียบปัจจัยต่างๆ
ในการเลือกซื้อรถ 3 รุ่น ที่สนใจคือ
Neta v, good cat และ MG EP
ซึ่งอาจไม่ได้ครบทุกปัจจัยครับ

🏆 โดยแบ่งคะแนน 1-5 แล้วให้คะแนน
และเป็นความคิดเห็นส่วนตัว
สุดท้ายได้คะแนนรวม ในบรรทัดสุดท้าย
ว่ารถที่เราควรเลือกตามปัจจัยที่ใช้ตัดสิน
ซึ่งได้เป็นรถ.... MG EP

😂แต่ด้วยคะแนนที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย
สุดท้ายก็ทำให้หนักใจเหมือนเดิม 😅

📝สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการไฟล์
ไปลองกรอกเล่นก็ทักขอมาได้นะ

✏️มีอะไรก็คอมเม้นท์ไว้ได้แต่อย่าแรงนะ
เดียวแอดตกใจ......

07/07/2022

การผ่อนบ้าน/คอนโดอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราควรมีการรีไฟแนนช์ทุกๆ 3-4 ปี
หรือเพิ่มเงินผ่อนต่อเดือนเมื่อมีกระแสเงินสดเหลือ

วีดีโอนี้จะเป็นตัวอย่างทำให้เห็นว่า
ดอกเบี้ยต่างกันนิดเดียวแต่เราต้องผ่อนเพิ่มขึ้นอีกกี่เดือนครับ 😀😃

06/07/2022

เวลาผ่อนรถเราต้องคำนึงอะไรบ้าง!?
จากตารางผ่อนรถของ Neta V ที่หลุดออกมา
มีคนสงสัยว่าอัตราดอกเบี้ยเท่าไรกันแน่
ดอกเบี้ยแบบ Flat Rate แบบคิดย้อนกลับ
เลยทำขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนได้ดูกัน
ลองดูกัน....😃😀
ดอกเบี้ย เงินดาวน์ จำนวนปีที่ผ่อน...

😲วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ชาร์จแห่งหนึ่งที่จะคิดราคาค่าชาร์จตาม kW 👉โดย kWละ 7.5 บาท on Peak ในวัน จ.-ศ. 09.00-22.0...
29/06/2022

😲วันนี้มีข่าวเกี่ยวกับเรื่องที่ชาร์จแห่งหนึ่ง
ที่จะคิดราคาค่าชาร์จตาม kW
👉โดย kWละ 7.5 บาท on Peak ในวัน จ.-ศ. 09.00-22.00น.

👉และ 4.5 บาท off Peak ในวัน จ.-ศ. 22.00-9.00น.

👉ส่วนวัน ส-อ. วันหยุดราชการ ตลอด 24 ชม. ก็ได้เรต 4.5 บาทตัว
ซึ่งมันคือเรต. TOU (Time of Use Tariff : TOU Tariff)
ที่บวกราคาต้นทุนการตั้งสถานีลงไปด้วย

💻เราลองมาใช้ความรู้ในเรื่อง Excel กันเล็กน้อย
โดยความคุ้มค่าของรถไฟฟ้ากันโดยอัตรากินไฟคิดเป็น kW/100km
โดยไล่ค่าจาก 13-21 kW/100 (จากประหยัดไล่ไปกินดุๆ)
คูณกลับอัตราค่าไฟ 1kW (Unit)
ไล่ตั้งแต่ราคาที่หากเราติดมิเตอร์ TOU เองที่บ้านแบบ
ประมาณ 2 3 4.5 6 บาท จนเป็นราคา 7.5 บาท
และคิดเผื่อเป็น 8.5-9.5 บาทด้วย เผื่อขึ้น🤣

🔌หากเราติดเครื่องชาร์จที่บ้าน
อย่าลืมว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มด้วยเช่นกัน
ต้นทุนเครื่องชาร์จ ค่าดำเนินการจัดการขออนุญาต ฯ
และอัตราการชาร์จอาจจะไม่เร็วเท่ากับที่ชาร์จสถานี
แม้เราได้ค่าไฟ TOU หน่วยละ 2.2 บาท
เมื่อรวมต้นทุนอื่นแล้วอาจจะเป็น 4-5 บาทต่อหน่วย
ต้นทุนต่อกิโลเมตรเราจะไม่เกิน 1 บาทต่อกิโลเมตร

🔌หากเราชาร์จที่ 7.5 บาทแล้ว
และรถไฟฟ้าเรากินไฟดุสัก19-21 kW/100km
จะเห็นได้ว่าราคาจะไม่ต่างกับรถอีโค่คาร์ตอนน้ำมันถูกเลย
คือ 1.5 -1.58 บาทต่อกิโลเมตร

🔌และหากค่าไฟขึ้นไปเป็น 9.5 บาท
ต้นทุนจะเป็น 1.24-2 บาทต่อกิโลเมตรเลยครับ

💰การชาร์จในสถานีมีต้นทุนอื่นๆด้วย
และทำให้ต้นทุนของเราแพงขึ้นอีก
เพราะการชาร์จไฟเราคงนั่งเฉยๆไม่ได้
(แต่ก็มีคนนั่งเล่น ทำงานในรถระหว่างชาร์จก็มี)
ต้องไปซื้อของกินโน้นนั้นนี่ นั่งรอในร้านก็เป็นต้นทุน
ซึ่งตอนรถน้ำมันเราก็ทำเหมือนกันนะแหละ
ถือเป็นการพักผ่อนเนอะ

💡สรุปคือการชาร์จที่บ้านดูจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าและประหยัดกว่า
หรือการหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าอื่นๆ ที่จะมาใช้ในการชาร์จ
เช่น solar roof มาติดเพิ่มอาจจะดีกว่าในการใช้รถไฟฟ้าระยะยาว

💡อย่าลืมว่าการใช้รถไฟฟ้าเราจะมีต้นทุนไฟฟ้าแทนน้ำมัน เราจึงควรคิดให้รอบครอบมากขึ้น

💾หากใครต้องการไฟล์ excel ส่ง message มาหาได้ครับ

(เพิ่มเติม เนื่องจากการคิดครั้งนี้ไม่ได้คิดเรื่องการซ่อมบำรุง
และต้นทุนของการได้อุปกรณื และค่าเสียโอกาส เสียเวลา
จึงอาจไม่ครบถ้วนในทุกแง่มุม ต้องขออภัยและโปรดแนะนำ)

📊การวางแผนทุกอย่างเป็นเรื่องที่จำเป็น เรื่องการเงินก็ต้องวางแผนนะครับ

เงินเฟ้อ ศัตรูร้ายของวัยเกษียณโดย คุณวราญาณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวางแผนการเงิน CFP®อ่านในรูปแบบ responsive ได้ที่ http...
10/06/2022

เงินเฟ้อ ศัตรูร้ายของวัยเกษียณ
โดย คุณวราญาณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวางแผนการเงิน CFP®
อ่านในรูปแบบ responsive ได้ที่ https://bit.ly/3qJRiJw
#สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ในยุคนี้เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเงินเฟ้อจากประสบการณ์จริงผ่านสินค้าและการบริการที่แพงขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ราคาอาหาร ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าขนส่งสาธารณะ ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น แท้จริงแล้วเงินเฟ้อเกิดจากค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ ต้องปรับขึ้นราคา พอสินค้าหรือบริการแพงขึ้น ก็ต้องมีการปรับค่าแรงให้สูงขึ้น เป็นผลต่อเนื่องซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ความหมายของเงินเฟ้อก็คือ ภาวะที่ระดับสินค้าและราคาของการบริการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินจำนวนเท่าเดิมและในอนาคตนั้นมีอำนาจในการซื้อลดลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ 20 ปีก่อน อาหารตามสั่งจานละ 25 บาท ปัจจุบันเป็น 40 บาท หากเรามีเงินอยู่ 40 บาท ในอดีตเราสามารถซื้อได้เกือบ 2 จาน ในขณะที่ปัจจุบันเราได้แค่ 1 จานเท่านั้น หรือค่ารถเมล์ร้อนเมื่อ 20 ปีก่อนเที่ยวละ 3.50 ปัจจุบันเที่ยวละ 10 บาท หากเรามีเงิน 10 บาท จากอดีตสามารถนั่งรถได้ประมาณ 3 เที่ยว แต่ปัจจุบันได้แค่เที่ยวเดียว เป็นต้น

ภาพแสดงราคาสินค้าและบริการในอดีต ปัจจุบัน และคาดการณ์ราคาในอนาคตที่เงินเฟ้อ 3% http://tfpa.or.th/upload/2932022115156.png

ประเภทของเงินเฟ้อ

มีการแบ่งประเภทของเงินเฟ้อกว้างๆ ออกเป็น 3 แบบ แบบแรกคือเงินเฟ้อแบบอ่อนๆ ปกติแล้วเงินเฟ้อนั้นจะถูกควบคุมโดยภาครัฐผ่านกระบวนการต่างๆ ให้อยู่ในกรอบไม่เกิน 4% ต่อปี เงินเฟ้ออ่อนๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากการที่ราคาสินค้าแพงขึ้นมาบ้าง เจ้าของกิจการมีกำไรจากการประกอบกิจการมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายงาน จ้างคนเพิ่มขึ้น คนจะมีงานทำ มีรายได้จากกอาชีพมากขึ้น มีเงินจับจ่ายใช้สอย ก่อให้เกินการหมุนเวียนของเงิน เศรษฐกิจขยายตัวเติบโตได้ เงินเฟ้ออย่างอ่อนแบบนี้ถือว่าเป็นประโยชน์

แบบที่สองคือเงินเฟ้อแบบสูงมากๆ Hyperinflation เป็นเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จะทำให้คนซื้อของได้น้อยลง เกิดการกักตุนสินค้า เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปอีกธุรกิจการค้าเกิดการหดตัวลงอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้เกิดการพลังทลายการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ

แบบที่สามเงินเฟ้อติดลบ ซึ่งเรียกว่าเงินฝืด คือคนไม่ใช้จ่ายกัน เกิดจากเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อสินค้าและบริการ หรือใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น จนของที่ผลิตออกมาหรือบริการต่างๆ ไม่สามารถขายได้ ทำให้การจ้างงานน้อยลง ราคาสินค้าจะลดลง เจ้าของกิจการ ผู้ผลิต จะขาดทุน เศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้นเงินเฟ้อทั้งแบบที่สองและสามจึงไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

ผลกระทบของเงินเฟ้อ

จะเห็นได้ว่า เนื่องด้วยกลไกของเศรษฐกิจ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อได้ ภาครัฐจะมีกลไกต่างๆ เพื่อคุมให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับอ่อนๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง แต่ไม่ว่าเงินเฟ้อนั้นจะเป็นระดับอ่อนๆ หรือระดับสูงนั้น ผลกระทบด้านลบของเงินเฟ้อนั้นจะส่งผลในอนาคตให้เราซื้อสินค้าได้น้อยลงด้วยปริมาณเงินที่มีอยู่เท่าเดิม

แต่ผลกระทบในด้านบวกของเงินเฟ้อมีอยู่บ้างสำหรับคนที่เป็นลูกหนี้ เช่น มีการผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ลูกหนี้ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นจึงเสมือนลูกหนี้จะใช้หนี้น้อยลงเพราะจำนวนเงินที่เป็นหนี้ยังมีค่าเท่าเดิมแม้อยู่ในภาวะเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเก็บเงินเกษียณอย่างไร

เงินเกษียณคือเงินเก็บที่เราวางแผนจะใช้ในอนาคต เงินเฟ้อก็คือเงินในอนาคตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น สองอย่างนี้ล้วนกล่าวถึงอนาคต จึงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการคำนวณเงินที่ต้องใช้ในยามเกษียณจึงต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย มาดูความแตกต่างว่าการมีและไม่มีเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้เราเก็บเงินเกษียณต่างกันอย่างไร

ตาราง 1 : แสดงจำนวนเงินที่ต้องเตรียมเพื่อเกษียณระหว่างภาวะมีเงินเฟ้อ 3% กับไม่มีเงินเฟ้อมาเกี่ยวข้อง http://tfpa.or.th/upload/2932022115212.jpg

จากตาราง 1 แถวบนที่แสดงภาวะไม่มีเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ที่นำมาใส่เพื่อจะให้รู้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจเช่นนี้ คือคิดคร่าวๆ วางแผนออมเงินเกษียณแบบไม่มีเงินเฟ้อมาเกี่ยวข้อง เช่น หากปัจจุบันใช้จ่ายอยู่ที่ 20,000 ต่อเดือน ก็มักจะคิดว่าพอถึงเวลาเกษียณอายุก็จะใช้ที่ 20,000 ต่อเดือนเช่นกัน และนำไปคูณ 12 และคูณจำนวนปีที่คิดว่าจะใช้ชีวิตต่อ ทำให้เป้าหมายในการเก็บเงินจะได้น้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งหากเป็นแบบนี้ เอาเข้าจริงเมื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มพบว่าข้าวของแพงขึ้นและเงินที่เก็บไว้ก็แทบไม่พอหรือจะหมดในไม่กี่ปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือต้องมีการลดมาตรฐานหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต หรือทำ reverse mortgage (สินเชื่อบ้านผู้สูงอายุ) เพื่อนำมาเงินมาใช้ต่อไป

หากเราคำนวณโดยใช้อัตราเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะพบว่าจำนวนเงินที่จะต้องเก็บนั้นเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว จากตาราง 1 หากมีการคิดเงินเฟ้อที่ 3% จากที่ต้องเก็บเงินแค่ 6 ล้านบาท ต้องเพิ่มเป็นกว่า 10 ล้านบาท

สรุปเรื่องสำคัญของเงินเฟ้อคือแม้จะเป็นการเฟ้อแบบเล็กน้อยก็ตาม แต่จำนวนเงินที่เราต้องหาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ชนะเงินเฟ้อได้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว

วิธีที่สู้กับอัตราเงินเฟ้อสำหรับวางแผนเก็บเงินเพื่อเกษียณ

ผลกระทบจากเงินเฟ้อทำให้เงินที่เราต้องเก็บไว้ใช้ยามเกษียณมีจำนวนมากขึ้น วิธีที่เราจะเก็บเงินให้ถึงเป้าหมายนั้น พอจะแบ่งแนวความคิดได้เป็น 2 แนวทางคือ

1. เก็บเงินทั้งหมดนั้นด้วยความสามารถของตัวเอง เพิ่มความสามารถในการเก็บเงินให้มากขึ้น ด้วยการประหยัดอดออมมากขึ้น หรือทำงานหารายได้เพิ่มขึ้นด้วยตัวเอง เพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น

2. นำเงินไปลงทุนที่ผลตอบได้เท่ากับเงินเฟ้อหรือมากกว่าเงินเฟ้อ เพื่อให้เงินทำงานผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ

ตาราง 2 : แสดงจำนวนเงินที่ต้องออมในสถานการณ์ต่างๆ http://tfpa.or.th/upload/2932022115224.jpg

จากตาราง 2 จะเห็นว่า เหตุการณ์ที่ 1 สมมติว่าสินค้าและบริการทุกชนิดไม่มีเงินเฟ้อเกิดขึ้นเลย เรามีเป้าหมายเก็บเงินออมเพื่อเกษียณแค่ 6,000,000 บาทนั้น หากเราใช้เวลาในการเก็บเงิน 25 ปี เราแค่เก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 เท่าเดิมกับมูลค่าเงินในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง สมมตฐานแบบเหตุการณ์ที่ 1 คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นตลอดเวลาเพียงแต่จะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยหรือมากเท่านั้น

เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อเราให้เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ปี เราจะได้เป้าหมายในการเก็บเงินเกษียณมาเป็น 10,050,000 บาทแทน หากเราเก็บเงินเองไปเรื่อยๆ หรือเก็บเงินในธนาคารที่มีผลตอบแทนน้อยมากๆ 0.25% เราต้องเพิ่มเงินในการเก็บเป็น 32,467 ต่อเดือน ซึ่งมากกว่าเกือบเท่าตัว

เหตุการณ์ที่ 3 4 และ 5 เงินเฟ้อยังคงเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ปี เป้าหมายในการเก็บเงินเกษียณยังคงเป็น 10,050,000 บาท แต่หากเราเอาเงินที่ทยอยเก็บแต่ละเดือนไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% 5% หรือ 8% จะเห็นว่าเงินที่เราต้องทยอยเก็บลดลงจาก 32,467 เป็น 22,533 16,867 และ 10,567 บาทต่อเดือน ตามลำดับ

หากดูที่การเลือกผลตอบแทนของสิ่งที่เราจะนำไปลงทุนเป็นหลักต่างๆ กัน จะเห็นงานว่ามีกลยุทธ์ที่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อหลายแบบเลยทีเดียว การวางเงินในที่ที่ต่างกัน ก็ทำให้เราต้องหาเงินมาเติมด้วยจำนวนที่ต่างกันไปด้วย หากนำเงินไปลงทุนในที่ผลตอบแทนสูง การหาเงินเพื่อนำมาลงทุนก็จะน้อยกว่า เช่น เทียบเหตุการณ์ 2 กับ 5 เป็นต้น

ดังนั้น วิธีที่จะชนะศัตรูของการเก็บเงินเกษียณ เราสามารถใช้อัตราผลตอบแทนที่จะทำให้เงินเติบโตหลากหลายอัตรามาใช้เป็นอาวุธเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ อาจจะใช้อาวุธชนิดเดียว หรือหลายชนิดผสมกันไป ก็ขึ้นอยู่กับเราพอใจที่จะใช้อาวุธชิ้นไหนให้เหมาะกับความเป็นตัวเรา ขอสรุปให้เห็นภาพง่ายๆ เปรียบเทียบกับประเภทของอาวุธ และประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเงินเฟ้อตามตาราง 3 ดังนี้

ตาราง 3 : ภาพเปรียบเทียบผลตอบแทนต่างๆ กับตัวอย่างประเภทของสินทรัพย์ http://tfpa.or.th/upload/2932022115234.jpg

- มีดปอกผลไม้ เปรียบเทียบเหมือน เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ สลากออมสิน ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0-1% ต่อปี ประสิทธิภาพทำลายศัตรูไม่มาก ดอกผลที่ได้จากสินทรัพย์ประเภทนี้พอจะช่วยลดปริมาณการเก็บเงินไปได้บ้าง เหมือนทำให้บาดเจ็บเบาๆ

- มีดพก เทียบได้คงจะเป็นพวกกองทุนตราสารหนี้ พันธบัตร ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันบำนาญ ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1-2% ต่อปี แต่ยังไม่สามารถทำลายศัตรูได้ราบคาบแค่ทำให้ศัตรูได้รับบาดเจ็บมากขึ้นมาหน่อย เกือบจะชนะเงินเฟ้อได้แล้ว

- มีดสปาต้า จะพอต่อกรกับเงินเฟ้อได้เป็นพวกกองทุนผสมระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ต่างๆ หรือหุ้นสหกรณ์ ที่มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2-4% ต่อปี

- ปืนพก จำพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน หรือหุ้นปันผล สามารถสู้กับเงินเฟ้อและชนะเงินเฟ้อได้ ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ของสินทรัพย์ชนิดนี้ประมาณ 5% ต่อปี

- ปืนกล หากเอามาต่อสู้กับเงินเฟ้อมีโอกาสสร้างชัยชนะสูงมาก เป็นพวกกองทุนรวมหุ้นประเภทต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะบาดเจ็บจากการที่ใช้อาวุธนี้ไม่เป็นด้วยเช่นกันหากไม่ได้ศึกษาวิธีใช้อาวุธให้ดี ดังนั้นต้องหมั่นหาความรู้ว่ากองทุนนั้นๆ เช่น เอาไปลงทุนอะไรบ้าง เอาไปลงทุนประเทศไหน แนวโน้มเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ควรเลือกนโยบายกการลงทุนแบบไหน เป็นต้น

เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีอาวุธเพียงชนิดเดียวเพื่อจัดการกับเงินเฟ้อ อาจจะมีอาวุธหลายๆ แบบ เพื่อจัดการกับเงินเฟ้อนี้ เช่น อาจจะมีมีดพก ปืนพก ไว้ด้วยกัน เงินลงทุนอยู่ในตราสารหนี้บ้างเพื่อลดความผันผวน เพิ่มสภาพคล่องของพอร์ต กองทุนรวมหุ้น ก็จะเป็นตัวที่ทำให้เราชนะเงินเงินเฟ้อได้ ความหลากหลายของการใช้อาวุธที่มีทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น

ทั้งนี้สิ่งสำคัญเวลาเลือกใช้อาวุธชนิดใด เราต้องใช้อาวุธให้เป็น รู้จักลักษณะของอาวุธและประสิทธิภาพของมัน ก็คือ เราต้องศึกษาการทำงานของสินทรัพย์ที่เราเลือกที่จะลงทุนให้ถ่องแท้นั่นเอง ไม่เช่นนั้นเราอาจบาดเจ็บจากการใช้อาวุธไม่เป็นคือเกิดการลงทุนที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็นในการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ

แต่ขอให้รู้ว่าการเตรียมตัวเก็บเงินเพื่อเกษียณนั้น ระหว่างทางมีศัตรูชื่อ “เงินเฟ้อ” คอยตามหลอกหลอน ฉุดเงินของเราให้ด้อยค่าตลอดเส้นทางนี้แน่นอน ส่วนจะใช้อาวุธชิ้นไหน และใช้คล่องเพียงใด ความยากง่ายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเราถนัดและเข้ากันได้กับอาวุธชนิดไหน และต้องเรียนรู้ฝึกฝนที่จะใช้อาวุธนั้นเพื่อปลายทางจะได้ชนะศัตรูตัวนี้แน่นอน

ที่มา :สมาคมนักวางแผนการเงินไทย
นักวางแผนการเงินในทีม WealthMaker

10/06/2022

ประกาศ+++++++
ตอนนี้คิวเต็มไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายน
เปิดรับใหม่เมื่อไรจะแจ้งข่าวขอบคุณมากนะครับ

เกษียณอย่างไรให้เป็นสุข?++ปรึกษาฟรี สัปดาห์ละ 3 คน IB จองคิวได้เลย
06/06/2022

เกษียณอย่างไรให้เป็นสุข?
++ปรึกษาฟรี สัปดาห์ละ 3 คน IB จองคิวได้เลย

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66974492655

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ WealthMakerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์